
ศึกผู้ว่าฯกทม.ผ่าเมืองฟ้าอมร and more อนุชาชูขยะผลิตพลังงานเปลี่ยนกรุง
เมื่อขยะ น้ำท่วม รถติด และสายไฟรกรุง กลายเป็นโจทย์ซ้ำของกรุงเทพฯ อนุชาเสนอ “เมืองฟ้าอมร and more” พลิกเมืองปัญหาให้เป็นเมืองโอกาส เพื่ออนาคตสะดวก สะอาด สบาย
KEY
POINTS
- อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เสนอนโยบาย "เมืองฟ้าอมร and more" โดยมีเป้าหมายทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ "สะดวก สะอาด และสบาย"
- ชูนโยบายเด่นในการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) โดยส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและมีระบบจัดเก็บแยกประเภทเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมือง
- ผลักดันด้านความสะดวกสบายด้วยแนวคิด "ตั๋วร่วมใบเดียว" สำหรับขนส่งสาธารณะ และการจัดระเบียบภูมิทัศน์เมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ
สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหญ่กว่าใครจะได้บริหารศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร แต่คือคำถามว่า “เมืองหลวงแบบใด” ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นในชีวิตประจำวัน
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ วางแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เป็นแกนกลางของนโยบาย โดยชูเป้าหมายให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ “สะดวก สะอาด และสบาย” พร้อมผลักดันการจัดการขยะด้วยแนวคิด Waste to Energy หรือนำขยะไปผลิตเป็นพลังงาน
หัวใจของคำว่า “and more” ในมุมของนายอนุชา ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำงานตามหน้าที่เดิมของ กทม. แต่คือการทำให้เมืองไปไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กรุงเทพฯ ไม่ควรถูกมองเพียงเมืองแห่งปัญหา ทั้งขยะ น้ำท่วม ท่อระบายน้ำ การเดินทาง หรือภูมิทัศน์ที่รกรุงรัง หากแต่ต้องถูกยกระดับเป็น “เมืองแห่งโอกาส” และ “เมืองแห่งความหวัง” ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
ข้อเสนอด้านคมนาคมเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของคำว่า “สะดวก” นายอนุชามองว่าระบบเดินทางของกรุงเทพฯ ต้องเชื่อมต่อมากกว่าปัจจุบัน โดยเสนอให้ผลักดันรถเมล์ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถจัดเส้นทางเดินรถได้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ตั้งแต่ถนนสายหลักไปจนถึงตรอกซอกซอย และเชื่อมต่อกับระบบรางและระบบเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกแนวคิดที่ถูกวางไว้คู่กันคือ “ตั๋วร่วมใบเดียว” เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรเดียวเดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือ โดยเฉพาะการลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของคนเมือง การทำให้ระบบขนส่งสาธารณะใช้ง่ายและประหยัดขึ้น จึงเป็นการเชื่อมคำว่า Convenience เข้ากับ Comfort อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนคำว่า “สะอาด” ในแนวคิดของอนุชาไม่ได้หยุดอยู่ที่ถนน ทางเท้า หรือภาพเมืองที่มองเห็นด้วยตา แต่รวมถึงระบบบริหารจัดการที่ต้องโปร่งใส โดยเฉพาะงบประมาณและการประมูลโครงการต่าง ๆ ที่ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีเงินทอน และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าเงินภาษีถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาเมืองอย่างแท้จริง
นโยบาย Waste to Energy จึงถูกวางให้เป็นทั้งเครื่องมือจัดการขยะและสัญลักษณ์ของเมืองที่สะอาดขึ้น นายอนุชาเสนอให้เริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะต้นทางในครัวเรือน แยกเศษอาหาร พลาสติก โลหะ และขยะประเภทต่าง ๆ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนรู้สึกว่าการแยกขยะไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการมีส่วนร่วมที่ให้ผลกลับคืนสู่ตนเองและเมือง
ปัญหาที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลิกแยกขยะ คือภาพจำของรถขยะที่นำทุกอย่างไปเทรวมกัน แนวคิดของนายอนุชาจึงเน้น “ระบบแยกเก็บ” เพื่อให้ขยะที่ประชาชนแยกแล้วไม่ถูกนำกลับไปรวมในรถคันเดียวกัน ความตั้งใจของครัวเรือนจึงต้องถูกต่อยอดด้วยระบบหลังบ้านที่จริงจัง มิใช่รณรงค์เพียงหน้าเวที
เมื่อขยะถูกคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณขยะฝังกลบจะลดลง และขยะบางส่วนสามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลนโยบายที่ปรากฏ ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า Waste to Energy จะช่วยลดค่าไฟให้คนกรุงเทพฯ โดยตรงหรือไม่ ประเด็นที่ถูกเน้นมากกว่าคือการลดภาระขยะ การใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง และการสร้างระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส
มิติของเมืองที่ “สบาย” ยังขยายไปถึงการจัดระเบียบสังคมและภูมิทัศน์เมือง อนุชาเสนอให้ กทม. มีบทบาทเป็นเจ้าภาพในการจัดระเบียบกัญชา โดยเฉพาะการโฆษณาและพื้นที่การใช้ให้ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเหมาะสมของเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน ปัญหาสายไฟและสายเคเบิลที่พันกันรกรุงรังถูกเสนอให้จัดการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการนำสายที่ไม่ได้ใช้งานออกก่อน เพื่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับการนำสายทั้งหมดลงดินในทันที หากยังไม่พร้อมในเชิงงบประมาณและโครงสร้าง
อีกฐานคิดสำคัญของ “เมืองฟ้าอมร and more” คือการทำงานเป็นทีม นายอนุชามองว่าการบริหารกรุงเทพฯ ไม่อาจพึ่งผู้ว่าฯ เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อผลักดันนโยบาย งบประมาณ และการแก้ปัญหาระดับพื้นที่ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แนวคิดของนายอนุชาจึงไม่ได้ขายเพียงภาพเมืองสวย แต่เสนอระบบเมืองที่ต้องเดินตั้งแต่หน้าบ้านประชาชนไปถึงห้องประมูลโครงการ ตั้งแต่ถังขยะในครัวเรือนไปถึงโรงผลิตพลังงาน ตั้งแต่รถเมล์ในตรอกซอยไปถึงบัตรโดยสารใบเดียว
คำถามสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ จะเป็น “เมืองฟ้าอมร” ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้จะก้าวพ้นวงจรปัญหาเดิม ๆ ด้วยระบบที่โปร่งใส เชื่อมต่อ และทำได้จริงเพียงใด เพราะเมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ไม่มีปัญหาเลย หากคือเมืองที่กล้าจัดการปัญหาอย่างซื่อสัตย์ และเปลี่ยนความเหนื่อยล้าของผู้คนให้กลายเป็นความหวังร่วมกัน
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







