
คดีฮั้วสว. ลุ้นกกต.ชุดใหญ่ชี้ขาดสำนวนหนา 9 หมื่นหน้า จ่อฟันผู้เกี่ยวข้อง
กกต. เร่งสรุปคดีประวัติศาสตร์ปมฮั้วเลือก สว. หลังพบหลักฐานมัดโยง 1,200 คนทั่วไทย มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เตรียมลงมติชี้ขาดท่ามกลางความเห็นแย้งของสองอนุกรรมการ
KEY
POINTS
- สำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ที่มีหลักฐานหนาเกือบ 90,000 หน้า ได้เข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่เพื่อชี้ขาดแล้ว
- เกิดความเห็นขัดแย้งระหว่างคณะอนุกรรมการ 2 ชุด โดยชุดหนึ่งเสนอให้ฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย (รวม สว. 138 คน) แต่อีกชุดมีมติให้ยกคำร้อง
- คดีมีความเชื่อมโยงถึงเครือข่ายกว่า 1,200 คน รวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน และอาจถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงฐานอั้งยี่และฟอกเงิน
1. สถานะปัจจุบันของสำนวนคดีประวัติศาสตร์
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยระหว่างการประชุมวุฒิสภาเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 ว่า ขณะนี้สำนวนคดี "ฮั้วเลือก สว." ได้ผ่านขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและอยู่ในชั้นเสนอต่อ กกต. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถือเป็นกรณีพิเศษที่มีความซับซ้อนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจาก กกต. ได้นำคำร้องทุกกรณีมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของขบวนการทั้งหมด
2. หลักฐานมหาศาลและความซับซ้อนของคดี
จากลักษณะการกระทำความผิดที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้พยานหลักฐานในสำนวนมีจำนวนมหาศาลรวมแล้วเกือบ 90,000 หน้า กกต. ชี้แจงว่าแม้จะมีกรอบเวลาดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่การตรวจสอบต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากกว่าคดีอาญาทั่วไป เพื่อให้พยานหลักฐานชัดเจนปราศจากข้อสงสัยก่อนนำเสนอต่อชั้นศาล โดยยืนยันว่าระบบการเลือกตั้งได้รับการออกแบบมาให้โปร่งใสและไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายใด
3. เปิดปมความเห็นแย้งของสองคณะอนุกรรมการ
จุดที่น่าจับตาที่สุดคือความเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงของคณะอนุกรรมการ 2 ชุด:
คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 (ร่วมกับ DSI): มีมติเห็นควรให้ "ฟ้อง" ผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย แบ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายนักการเมือง 91 ราย
คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 (ชุดวินิจฉัย): มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ "ยกคำร้อง" โดยอ้างว่าไม่พบการฮั้วเกิดขึ้นจริง
ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ กกต. ชุดใหญ่ต้องพิจารณาอย่างหนักว่าจะยึดตามแนวทางของคณะกรรมการชุดใด
4. รายละเอียดผู้ถูกตรวจสอบและกลุ่มเป้าหมาย
ในกลุ่มผู้ที่ถูกเสนอให้สั่งฟ้อง 229 รายนั้น มีข้อมูลระบุว่ามีบุคคลระดับสูงที่ดำรงตำแหน่ง "รัฐมนตรี" ในรัฐบาลปัจจุบันรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ผลการสืบสวนเชิงลึกยังพบเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 1,200 คน กระจายตัวอยู่ใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงทางเส้นทางการเงินที่ชัดเจน มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท และอาจขยายผลไปถึงหลักพันล้านบาทในอนาคต
5. เส้นทางดำเนินคดีอาญาและข้อหาหนัก
คดีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการได้พิจารณาฐานความผิดในคดีอาญาที่รุนแรง ได้แก่ ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และการฟอกเงิน ล่าสุดอัยการได้ตีกลับสำนวนให้ DSI ไปรวบรวมผู้เกี่ยวข้องทั้ง 1,200 คนมาดำเนินคดีพร้อมกันทั้งหมด เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องตามมาตรา 157 ฐานเลือกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
6. นัยสำคัญทางการเมืองและผลกระทบ
การลากยาวของคดีตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2569 ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการเปิดทางให้ สว. ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระไปก่อนหน้าหรือไม่ คดีนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ศรัทธาต่อ กกต. และองค์กรอิสระ หากมีการชี้มูลความผิด จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและคุณสมบัติของ สว. จำนวนเกือบครึ่งสภาในทันที







