
'ดร.ณัฏฐ์' กางรธน.แจงสูตรแบ่งโควตา กมธ. ย้ำกลไกถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายบริหาร
นักกฎหมายมหาชนชี้เกณฑ์จัดสรร 35 คณะกรรมาธิการ ยึดสัดส่วน สส. แต่ละพรรคตามหลักนิติรัฐ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐบาลอนุทิน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ ชี้แจงว่าการจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ต้องเป็นไปตามสัดส่วนจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดไว้
- การจัดสรรโควตา กมธ. เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการสร้างกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายต่างๆ
- คณะกรรมาธิการถือเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจและยึดหลักนิติรัฐ
ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ "ดร.ณัฏฐ์" นักกฎหมายมหาชน เปิดเผยถึงหลักเกณฑ์การจัดสรรคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าโครงสร้างอำนาจอธิปไตยของไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แบ่งแยกฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เพื่อสร้างการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างเป็นอิสระ
สำหรับการจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนั้น ดร.ณัฏฐ์ ชี้แจงว่าต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคแปด ซึ่งกำหนดให้จำนวนกรรมาธิการต้องมีความใกล้เคียงกับสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาฯ โดยมีวิธีการคำนวณจากการนำจำนวน ส.ส. ของพรรคหารด้วยจำนวนคณะกรรมาธิการทั้งหมดที่มีในปัจจุบันคือ 35 คณะ ขณะที่ตำแหน่งประธานกรรมาธิการในแต่ละคณะ จะเป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่ได้รับโควตานั้นในการพิจารณาคัดเลือกบุคลากรภายในกันเอง
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการถือเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการใช้อำนาจสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามที่สภามอบหมาย โดยกรรมาธิการมีอำนาจเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลมาให้ข้อมูลได้ตามกฎหมาย ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของพากษาหรือองค์กรอิสระ เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของแต่ละฝ่าย
"เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุล มิให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามอำเภอใจ เนื่องจากประเทศไทยปกครองภายใต้หลักนิติรัฐ (Legal State) ที่กฎหมายต้องอยู่เหนืออำนาจตัวบุคคล" ดร.ณัฏฐ์ ระบุ
ทั้งนี้ ระบบรัฐสภาไทยในปัจจุบันมีลักษณะผสม (Hybrid) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎรตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนภายใต้กรอบกฎหมายที่บัญญัติไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน







