posttoday

จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

22 เมษายน 2569

ครม.เศรษฐกิจเตรียมประชุมนัดแรก 27 เม.ย.นี้ เพื่อกำหนดทิศทางงบประมาณปี 69-70 พร้อมถกแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • จุดเปลี่ยนทางการคลัง: การประชุม ครม.เศรษฐกิจวันที่ 27 เม.ย. นี้ เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกำหนดทิศทางงบประมาณปี 2569-2570 และตัดสินใจเรื่องแนวทางการหาเงินกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ความท้าทายเรื่องวินัยการคลัง: รัฐบาลกำลังเผชิญกับทางเลือกระหว่างการใช้ พ.ร.ก. กู้เงินซึ่งทำได้รวดเร็วแต่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ กับการรัดเข็มขัดงบประมาณเพื่อลดภาระหนี้ในระยะยาว
  • การจัดการความคาดหวัง: ท่ามกลางกระแสข่าวดราม่ากู้เงินและภาษี VAT 10% รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความชัดเจนถึงความจำเป็นและผลประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

เส้นทางจัดสรรงบประมาณและการกู้เงิน

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในวันที่ 27 เมษายน 2569 ถือเป็น "จุดตัดสำคัญ" ของรัฐบาลอนุทิน2 ในการวางรากฐานการคลัง โดยมีวาระสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาตัดลดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน การเดินทาง และการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ประเมินวงเงินจากการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจนก่อนพิจารณาทางเลือกอื่น

ส่วนของกระแสข่าวการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าสามารถทำได้หากมีกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีมติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเพียงการอธิบายในเชิงหลักการกฎหมายเท่านั้น ซึ่งที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นเวทีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ช่องทางใดในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังน้อยที่สุด

มุมมองและข้อกังวลต่อเพดานหนี้

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องวินัยการเงินการคลัง หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากมีการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานเดิมที่ 70% ของ GDP ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้เป็น 75% หรือ 80% ในอนาคต ฝ่ายคัดค้านมองว่าการออก พ.ร.ก. เป็นการเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร ต่างจากกระบวนการของ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ

ขณะที่ ดร.รุ่งเรือง ทิพยศิริ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า "การขยายเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลควรเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการสร้างงาน มากกว่าการใช้จ่ายผ่านนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว"

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% ที่ตกเป็นที่สนใจ โดยข้อเท็จจริงระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงผลการศึกษาของกรรมาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอของรัฐบาลแต่อย่างใด ความหลากหลายของมุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับภาระหนี้สาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หากรัฐบาลตัดสินใจใช้การกู้เงิน จะต้องเผชิญกับโจทย์หินเรื่องความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง และการตีความความจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขกฎหมาย ในทางกลับกัน หากเน้นการบริหารจัดการงบประมาณปกติ ก็อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเม็ดเงินลงทุน

แนวโน้มในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณปี 2569 และ 2570 ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากรัฐบาลสามารถนำเสนอแผนการใช้เงินที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transition) เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้สำเร็จ ย่อมจะลดแรงต้านจากภาคสังคมและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย! ธอส. อัด 2 หมื่นล. ผ่อนบ้าน 1,000 บ. ดอกเบี้ย 0% 3 เดือน ฝ่าวิกฤตพลังงาน