เปิดช่อง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร จี้ ป.ป.ช. แจงมติยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม
เปิดช่องกฎหมายบีบ ป.ป.ช. เปิดสำนวนคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปมจงใจยื่นทรัพย์สินเท็จ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเส้นทางการเงินที่อาจขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาล
KEY
POINTS
- ข้อพิพาทความเห็นทางกฎหมาย: มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ในคดีนายศักดิ์สยามสร้างความสงสัยต่อสาธารณะ เนื่องจากข้อมูลเส้นทางการเงินและพฤติกรรมนอมินีขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
- การกดดันเพื่อความโปร่งใส: นักกฎหมายเสนอใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อบีบให้ ป.ป.ช. เปิดเผยสำนวนไต่สวน โดยอาศัยอำนาจของ กวช. และศาลปกครองเป็นกลไกบังคับ
- ความสำคัญของสำนวนคดี: การเปิดเผยข้อมูลจะเป็นการพิสูจน์ว่า ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพฤติการณ์ทุจริตอย่างครบถ้วนหรือไม่ และอาจนำไปสู่การขยายผลการสอบสวนในฐานความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อนต่อไป
เปิดปมกังขา: เมื่อมติ ป.ป.ช. สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีคำสั่งยกคำร้องกรณีกล่าวหา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ สังคมไทยกำลังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณา เมื่อผลสรุปดังกล่าวดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ศาลได้ระบุชัดเจนถึงพฤติการณ์ใช้ "นอมินี" ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีหลักฐานมัดตัวผ่านเส้นทางการเงินที่ถูกหมุนเวียนเพื่อสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น
บริบทของเหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปที่พฤติกรรมหมุนเงินจากบัญชีของนายศักดิ์สยามไปยังบริษัทและเครือข่ายคนสนิท ก่อนจะโอนกลับมาจ่ายค่าหุ้นคืน เพื่อให้ดูเหมือนมีการชำระเงินจริง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ การที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องจึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระ และจุดประเด็นความสงสัยว่า ป.ป.ช. ได้พิจารณาประเด็นเส้นทางการเงินกว่า 35 ล้านบาทและพฤติกรรมดังกล่าวอย่างถ่องแท้แล้วหรือไม่
กลไกตรวจสอบผ่าน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ
เพื่อไขความกระจ่างต่อสาธารณะ แวดวงนักกฎหมายจึงเสนอให้ใช้ช่องทางตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อกดดันให้มีการเปิดเผยสำนวนการไต่สวนฉบับเต็ม แม้มาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะห้ามเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน แต่ในเมื่อ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปแล้ว การเปิดเผยสำนวนจึงไม่ถือเป็นการทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพอีกต่อไป
"การเปิดเผยสำนวนจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญเพื่อตรวจสอบว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยสามารถปกปิดชื่อพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสได้เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล หาก ป.ป.ช. ปฏิเสธ ผู้ร้องมีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวช.) ซึ่งมีอำนาจสั่งการโดยตรง หรือแม้กระทั่งฟ้องศาลปกครองเพื่อบังคับให้เกิดความโปร่งใส ดังเช่นกรณีนาฬิกาเพื่อนในอดีต" นักกฎหมายรายหนึ่งกล่าวให้ความเห็น
อนาคตของการตรวจสอบองค์กรอิสระ
ในแง่มุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเปิดเผยสำนวนไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือความผิดของตัวบุคคล แต่ยังเป็นการพิสูจน์ "ธรรมาภิบาล" ของ ป.ป.ช. เอง นอกจากคดีบัญชีทรัพย์สินแล้ว นายศักดิ์สยามยังเผชิญความเสี่ยงในฐานความผิดอื่น เช่น การครอบงำ หจก. ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ผ่านโครงการรัฐกว่า 2,000 ล้านบาท การเปิดเผยสำนวนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สังคมไทยต้องการเห็น เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรอิสระจะยังคงเป็นที่พึ่งในการตรวจสอบการทุจริตโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ


