ฟาร์มเฮ้าส์ รับต้นทุนเพิ่ม 3-5% แต่ยังไม่ขึ้นราคา เร่งลงทุนโรงโม่แป้ง-ขนส่ง EV 100 คัน
ฝ่าวิกฤตต้นทุน ฟาร์มเฮ้าส์ ประกาศไม่ขึ้นราคา แม้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 3-5% เดินหน้าลงทุนพันล้านโรงโม่แป้ง–พลังงานสะอาด เพิ่มรถขนส่ง EV 100 คัน คุมเกมระยะยาว
KEY
POINTS
- สินค้าขึ้นราคาทุกอย่าง ต้นทุนวัตถุดิบทั้งน้ำมัน ฟิล์มห่อสินค้า ทะลุ 20-30% ฟาร์มเฮ้าส์ บอกยังไม่ขึ้นราคา แม้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 3-5%
- เดินหน้าลงทุนพันล้านโรงโม่แป้ง–พลังงานสะอาด เพิ่มรถขนส่ง EV 100 คัน คุมเกมระยะยาว
- เปิดโปรเจกต์ ปั้นแพลตฟอร์ม “สร้างรายได้” คนตัวเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อย
ผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน กินเวลามานานนับเดือนกว่า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลาย การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมัน การผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ภาคธุรกิจไทยต่างทยอยออกประกาศจับตาสถานการณ์ บ้างขึ้นราคาสินค้า บ้างตรึงราคา
มุมมองของ อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ “ฟาร์มเฮ้าส์” แบรนด์ขนมปังที่อยู่ในตลาดไทยมายาวนานกว่า 44 ปี แสดงมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นรอบด้าน “การเติบโต” ของธุรกิจในวันนี้อาจไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความสามารถในการประคองทั้งระบบให้เดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน
“ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันในตลาดเพียงอย่างเดียว แต่คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลบริษัทปัจจุบันพบว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 40-50% ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่ง ขณะที่ราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะฟิล์มห่อสินค้า ปรับขึ้นเฉลี่ย 20-30% และบางรายการสูงถึง 100% ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นราว 3-5%”
อย่างไรก็ตาม อภิเศรษฐ บอกว่า บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ “ไม่ขึ้นราคา” โดยมองว่าการรักษากำลังซื้อและฐานลูกค้าในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ
"ตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา เคยขยับราคาขึ้น 2 ครั้ง เช่น ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แป้งสาลีดีตัวแรง แต่ปี 2568 บริษัทลดราคา 5% ทำให้ชดเชยการขึ้นราคาในอดีตเหมือนไม่เคยปรับ ซึ่งปีนี้ก็ตั้งใจที่จะไม่ขึ้นราคา แม้วัตถุดิบผันผวน ก็ยังตอบไม่ได้ แต่จะพยายามทำทุกวิถีทางไม่ปรับขึ้น"
การปรับตัวภายใน ด้านการบริหารจัดการต้นทุน การปรับเส้นทางขนส่ง และการวางแผนการตลาดเชิงรุก อภิเศรษฐ กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้าง ฟาร์มเฮ้าส์เติบโตจากผู้ผลิตขนมปังสู่ธุรกิจที่มีความหลากหลาย ปัจจุบันมีโรงงาน 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 250 ตันต่อวัน ศูนย์กระจายสินค้า 51 แห่ง และรถขนส่งกว่า 1,200 คัน ธุรกิจยังขยายไปสู่ร้านแซนด์วิชกว่า 10,000 ราย ร้าน Deliya ที่มีราว 20 สาขา รวมถึงแบรนด์อื่นอย่าง Madame Marco และ Saboten ที่ต้องเผชิญการแข่งขันสูงในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม
เดินหน้าลงทุนกว่าพันล้าน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงหลัง โดยเฉพาะหลังโควิด-19 เริ่มชะลอตัว ขณะที่ผลประกอบการปีล่าสุดสะท้อนแรงกดดันชัดเจน จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน ฟาร์มเฮ้าส์เลือกใช้กลยุทธ์ลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ
หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญคือ โรงโม่แป้งสาลี มูลค่า 1,000-1,200 ล้านบาท ในพื้นที่บางปะกง โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2571
“ต้องลงทุนโรงโม่แป้ง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคานำเข้า แม้ว่าตอนนี้สงครามกดดันต้นทุน ทำให้ราคารับเหมาก่อสร้างขึ้นหนักมาก 20% การมีโรงโม่แป้งเองทำให้กระบวนการผลิตหรือสูตรมีความสม่ำเสมอ มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด รวมถึงลดการสูญเสีย ลดอุปสรรคด้านต้นทุน การต่อรองราคาวัตถุดิบด้วย”
นอกจากนี้ ยังติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานและศูนย์กระจายสินค้า เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว รวมถึง บริษัทเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านการเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV) จาก 46 คัน เป็น 100 คันภายในปีนี้
แม้ตลาดขนมปังในไทยจะมีมูลค่าราว 40,000-50,000 ล้านบาท แต่พฤติกรรมการบริโภคยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยคนไทยบริโภคขนมปังน้อยกว่ามาเลเซียราว 2 เท่า และน้อยกว่าญี่ปุ่นถึง 5 เท่า ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนโอกาสในการเติบโตของตลาดในระยะยาว
ขณะเดียวกันบริษัทก็ปรับตัวด้วยการออกสินค้าใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1-2 รายการ และปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อสอดรับกับโครงสร้างครอบครัวที่เล็กลง
เปิดโปรเจกต์ สร้างรายได้ให้คนตัวเล็ก
ในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าครองชีพและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในบริบทเช่นนี้ เขามองว่าบทบาทของภาคธุรกิจควรเปลี่ยนจาก “ผู้ขาย” ไปสู่ “ผู้สนับสนุน” มากขึ้น
“ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง ธุรกิจไม่ควรเพิ่มภาระให้ผู้บริโภค แต่ควรเป็นแรงพยุงให้เขาอยู่รอดได้”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฟาร์มเฮ้าส์กำลังขยับบทบาทของตัวเองจากผู้ผลิตสินค้า ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มสร้างรายได้” ให้กับคนตัวเล็ก
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 10,000 ราย ที่นำผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเฮ้าส์ไปต่อยอด เช่น การทำแซนด์วิชจำหน่าย ซึ่งหลายรายสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระดับที่เลี้ยงดูครอบครัวหรือส่งบุตรหลานเรียนได้
โมเดลดังกล่าวกำลังถูกพัฒนาเป็นกลยุทธ์หลักขององค์กร ผ่านการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เพื่อทำให้แนวคิดนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ฟาร์มเฮ้าส์เตรียมจัดกิจกรรมอบรม “startup on tour" สร้างตัว...ด้วยแซนด์วิช ในวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ จ.นครปฐม โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การทำแซนด์วิช การตั้งราคาขาย การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงเทคนิคการเพิ่มยอดขาย
เป้าหมายไม่ใช่เพียง “สอนทำสินค้า” แต่คือการช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “เริ่มต้นธุรกิจได้จริง” ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง และมีโอกาสสร้างรายได้ทันทีในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย


