วิกฤตพลังงาน เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล ปมใช้พ.ร.ก.ปี16บังคับลดค่ากลั่นผิดจุด
รัฐบาลเสี่ยงถูกโรงกลั่นฟ้องหลังใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 บังคับลดราคาน้ำมันผิดวัตถุประสงค์ ขณะที่บอร์ดบริษัทมหาชนหวั่นผู้ถือหุ้นฟ้องกลับหากยอมตามรัฐบาลโดยไร้อำนาจกฎหมาย
KEY
POINTS
- รัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน มาบังคับลดราคาหน้าโรงกลั่น ทำให้เสี่ยงถูกฟ้องร้องว่าใช้กฎหมายผิดวัตถุประสงค์
- นโยบายดังกล่าวสร้างความสั่นคลอนต่อเสถียรภาพรัฐบาล เนื่องจากหากศาลตัดสินว่าการใช้อำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจต้องยกเลิกมาตรการลดราคา
- โรงกลั่นซึ่งเป็นบริษัทมหาชนเผชิญแรงกดดัน เพราะการยอมลดราคาตามคำสั่งรัฐอาจทำให้ถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องฐานทำให้บริษัทเสียประโยชน์ได้
ข้อพิพาททางกฎหมาย: เมื่อกฎหมายเก่าถูกใช้ในบริบทใหม่
การตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับลดราคาหน้าโรงกลั่น กำลังกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของข้อพิพาททางกฎหมาย เนื่องจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหา "การขาดแคลนน้ำมัน" แต่สภาวะปัจจุบันคือน้ำมันไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่มี "ราคาแพง" เท่านั้น
กลุ่มโรงกลั่นมองว่าการนำกฎหมายพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับวิกฤตการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนมาใช้นั้นขัดต่อข้อเท็จจริง แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมโรงกลั่นระบุว่า "การใช้กฎหมายผิดวัตถุประสงค์ในระบบการแข่งขันเสรี เป็นการใช้อำนาจเกินส่วนที่อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน" เนื่องจากปัจจุบันโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทมหาชน การถูกแทรกแซงราคาโดยไม่มีฐานอำนาจที่ชัดเจนจึงสร้างแรงกดดันต่อคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์
มุมมองที่แตกต่าง: ผลประโยชน์ของรัฐกับภาระของเอกชน
ในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการ 6 โรงกลั่น พบว่ามีเพียงกลุ่มเดียวที่ยอมให้ความร่วมมือ ในขณะที่บางกลุ่มตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และอย่างน้อย 1 โรงกลั่นได้เริ่มเตรียมการฟ้องร้องรัฐบาลแล้ว เนื่องจาก ประเด็นเรื่องต้นทุนที่แท้จริง โดยโรงกลั่นโต้แย้งว่าค่าการกลั่นที่รัฐมองว่าสูงถึง 17.40 บาทนั้น ยังไม่ได้หักลบต้นทุนความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) อีกประมาณ 19-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หากโรงกลั่นสามารถพิสูจน์ได้ว่ากำไรไม่ได้สูงเกินจริง การบังคับลดราคาจะถือเป็นการละเมิดหลักการแข่งขันเสรีอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การที่บอร์ดบริษัทมหาชนยอมทำตามคำสั่งรัฐโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจนำไปสู่การถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องฐานทำให้บริษัทเสียประโยชน์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการทำตามนโยบายรัฐกับการรักษาผลประโยชน์ขององค์กร
ฉากทัศน์ในอนาคต: จากการแทรกแซงสู่การรื้อโครงสร้างราคา
แม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการบังคับลดราคาดีเซลลง 2 บาทต่อลิตรได้เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ แต่เสถียรภาพนี้อาจสั่นคลอนหากศาลมีคำวินิจฉัยว่าการใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ราคาต้องปรับกลับไปตามกลไกตลาด หรือรัฐบาลอาจต้องยอมให้โรงกลั่นปรับราคาขึ้นแบบ "ขั้นบันได" เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดก่อน
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการผ่านคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามนโยบายรัฐ (คตร.) และสำนักงานบริหารนโยบายพลังงาน (สบก.) เพื่อรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นการเลิกอิงราคาสิงคโปร์และใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบต้นทุนย้อนหลัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความขัดแย้งระหว่างรัฐและเอกชนในอนาคต
บทสรุปและแนวโน้ม
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มโรงกลั่น สะท้อนถึงความท้าทายในการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงกลไกตลาดท่ามกลางโครงสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนไป แนวโน้มในอนาคต ชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลพ่ายแพ้คดี อาจต้องแบกรับภาระในการคืนสิทธิ์การปรับราคาให้แก่โรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวทางแก้ไข ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การใช้กฎหมายพิเศษบังคับเป็นครั้งคราว แต่คือการเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นสากล เพื่อป้องกันการฟ้องร้องและสร้างเสถียรภาพทางพลังงานในระยะยาว
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
ความเสี่ยงทางกฎหมาย: รัฐบาลสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเนื่องจากใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 ผิดเจตนารมณ์ โดยนำกฎหมายควบคุมการขาดแคลนมาใช้ควบคุมราคาในตลาดการแข่งขันเสรี
ผลกระทบต่อบริษัทมหาชน: คณะกรรมการบริษัทโรงกลั่นเผชิญภาวะกดดันระหว่างนโยบายรัฐกับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการยอมลดราคาโดยไร้ฐานกฎหมายอาจทำให้ถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องได้
ทางออกและการชดเชย: หากมีการฟ้องร้องและรัฐบาลแพ้คดี อาจต้องชดเชยโดยการอนุญาตให้โรงกลั่นปรับขึ้นราคาแบบขั้นบันได หรือกลับไปใช้การขอความร่วมมือบริจาคเข้ากองทุนน้ำมันแทนการบังคับ
แหล่งที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิก)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


