posttoday

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จากขุนพลอีสานใต้สู่เต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม อนุทิน2

10 มีนาคม 2569

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมผงาดคุมกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลอนุทิน 2 ชูจุดเด่นสายสัมพันธ์สีน้ำเงินและประสบการณ์คุมชายแดนไทย-กัมพูชา

KEY

POINTS

  • ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ: พล.ท.อดุลย์ เป็นนายทหารที่มีประสบการณ์รบจริงในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ มีบทบาทสำคัญในการเจรจายุติความขัดแย้งบริเวณเขาพระวิหารและปราสาทตาเมือนธม
  • สายสัมพันธ์ทางการเมือง: มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพรรคภูมิใจไทยผ่านคอนเนกชั่น วปอ. 61 และมีความผูกพันเชิงลึกกับพื้นที่ฐานเสียงสำคัญในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งในด้านราชการและเศรษฐกิจ
  • ความเหมาะสมในตำแหน่ง: การขยับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม สะท้อนถึงการรวมอำนาจด้านความมั่นคงของสายสีน้ำเงิน โดยใช้จุดแข็งเรื่องความเข้าใจพื้นที่ชายแดนเป็นเครื่องมือในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เส้นทางนักรบจากสมรภูมิชายแดนสู่ทำเนียบรัฐบาล

ท่ามกลางฝุ่นตลบของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทย หรือ "ครม.อนุทิน 2" ชื่อของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ "แม่ทัพดุลย์" กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในแวดวงความมั่นคง เพราะถูกวางตัวเป็นเต็งหนึ่งที่จะขยับจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเต็มตัว นายทหารอาชีพรายนี้เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2507 เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 26 และนายร้อย จปร. รุ่น 37 ผู้เติบโตมาจากสมรภูมิอีสานใต้อย่างแท้จริง

ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาคือบทบาทการเป็นผู้นำหน่วยในเหตุการณ์ปะทะบริเวณเขาพระวิหารช่วงปี 2551-2552 และสมรภูมิปราาสาทตาเมือนธมในปี 2554 ซึ่งได้แสดงทักษะการวางแผนรบระยะประชิดจนสามารถนำไปสู่การเจรจาหยุดยิงได้สำเร็จ

แหล่งข่าวในกองทัพระบุถึงบุคลิกของเขาว่า "พล.ท.อดุลย์ ไม่ใช่แค่ทหารสายยุทธการ แต่เป็นนักประสานสิบทิศที่เข้าใจบริบทพื้นที่ชายแดนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในระดับนโยบาย"

ถอดรหัสสายสัมพันธ์ "สีน้ำเงิน" และฐานที่มั่นบุรีรัมย์

ความโดดเด่นของ พล.ท.อดุลย์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ประวัติการรบ แต่ยังรวมถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มการเมือง "สายสีน้ำเงิน" โดยเฉพาะความใกล้ชิดกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. รุ่น 61) ซึ่งถือเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาดูแลงานด้านความมั่นคงระดับประเทศตั้งแต่ในรัฐบาลชุดก่อนหน้า

นอกจากนี้ รากฐานของพล.ท.อดุลย์ ในจังหวัดบุรีรัมย์ยังมีความเข้มแข็งอย่างมาก เนื่องจากรับราชการในพื้นที่มาอย่างยาวนานตั้งแต่จบการศึกษา และเติบโตในยุคที่ตระกูลชิดชอบเริ่มสร้างอิทธิพลทางการเมือง

ข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินยังสะท้อนถึงความผูกพันเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยพบว่าคู่สมรสมีเงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์สูงถึง 45 ล้านบาท พร้อมการลงทุนในธุรกิจวัสดุก่อสร้างและที่ดินในเขตอีสานใต้ ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น "คนกันเอง" ของกลุ่มอำนาจสายสีน้ำเงิน

จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์และการคุมบังเหียนกองทัพ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของ พล.ท.อดุลย์ ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุดสำหรับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูง โดยมีทรัพย์สินรวมกว่า 105 ล้านบาท และมีความเข้าใจในปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศภายใต้รัฐบาลพลเรือน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการบริหารสมดุลระหว่างกองทัพกับการเมือง โดยนักวิเคราะห์มองว่า "การที่เขามีรากฐานจากสายคุมกำลังในพื้นที่ภาค 2 จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างรัฐบาลและกองทัพราบรื่นขึ้น"

สรุปได้ว่า พล.ท.อดุลย์ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง "นักรบอาชีพ" และ "คอนเนกชั่นการเมือง" ซึ่งในอนาคตอันใกล้ หากเขาสามารถข้ามผ่านแรงต้านและขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงชายแดนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จะเป็นการพิสูจน์ว่านายทหารสายบู๊จากอีสานใต้คนนี้ คือขุนพลคู่ใจที่เหมาะสมที่สุดในการกุมบังเหียนกองทัพภายใต้ร่มเงาของพรรคภูมิใจไทย

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก