posttoday
'บิ๊กโจ๊ก'ฟ้องนายกฯปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบปมสั่งให้ออกจากราชการ

'บิ๊กโจ๊ก'ฟ้องนายกฯปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบปมสั่งให้ออกจากราชการ

22 เมษายน 2567

'พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล'เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม กล่าวหานายกฯเศรษฐาปฏิบัติหน้าที่มิชอบปมสั่งให้ออกจากราชการ ชี้กระบวนการตรวจสอบไม่ถูกต้องเพื่อต้องการสกัดไม่เป็นผบ.ตร. เชื่อมั่นจะได้กลับเข้ามาเป็นตำรวจอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร. เปิดเผยว่า จะขอต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม หลังถูกดำเนินการทางวินัยและให้ออกจากราชการเนื่องจากมองว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาถูกดำเนินการโดยไม่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในการต่อสู้บนกติกา และไม่กังวลเชื่อมั่นว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง 

"การดำเนินการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบโดยไม่ชอบมีการกลั่นแกล้งเนื่องจากไม่ให้ผมเป็น ผบ. ตร  และวันนี้ขอกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ แต่ไม่ขอเอ่ยว่าไม่ชอบด้วยเรื่องอะไร หากผมผิดจริงผมจะออกเลย แต่ต้องสอบสวนอย่างเป็นธรรมแต่วันนี้การสอบสวนไม่เป็นธรรมผมจึงต้องสู้" อดีต รองผบ.ตร ระบุ
 

ป.ป.ช.ลั่นไม่ทำเอกสารหลุด

ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือมาสัปดาห์ที่แล้ว คงต้องตรวจสองข้อเท็จจริงว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องคัดค้านในเรื่องใดบ้าง และก็คงต้องขอไปดูข้อกฎหมายก่อน เพราะเหตุคัดค้านเวลามีเรื่องกัน ก็คงต้องไปดูเรื่องส่วนได้เสีย มีสาเหตุโกรธเคืองกันหรือสาเหตุใดก็ตาม ก็มักจะเป็นเหตุคัดค้านตามข้อกฎหมาย ส่วนหลังจากมีการคัดค้านจะต้องสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่ถูกคัดค้านก่อนหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าคงต้องรับฟังเหตุผล เพราะนี่เป็นแค่คำร้อง ต้องดูคำร้องระบุอย่างไร  ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย


เมื่อถามว่า เอกสารหลุดออกมาได้อย่างไรนั้น เลขาธิการ ป.ป.ช. ถามกลับว่า "ตัวเขาเอาไปให้ผู้สื่อข่าวเองหรือเปล่า ไม่ใช่ ป.ป.ช. แน่ๆ ผมไม่รู้นะอันนี้" 

ส่วนรายละเอียดในสำนวนมีข้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงินนั้นจะต้องรับไว้ดำเนินการเองหรือส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจดำเนินการนั้น ก็คงต้องดูอีกทีหนึ่ง และขอดูก่อนว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.หรือไม่

'วันนอร์'แนะฟ้องศาลฎีกาฯคดีอาญานักการเมือง 

ขณะที่ นายนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวว่า กรณีที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ขอให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องของกรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่งที่มีความขัดแย้งกับตนเองไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของกรรมการ ป.ป.ช.รายนี้ว่า ตามประมวลจริยธรรม และการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. หากกรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดเอง ผู้ร้อง สามารถร้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยตรงด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ศาลฎีกาฯ ก็จะตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เปิดช่องให้มีการตรวจสอบได้ทุกองค์กร ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า องค์กรใดตรวจสอบอย่างไร แต่เนื่องจาก ป.ป.ช. เป็นหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรอื่น ดังนั้น กฎหมายจึงระบุไว้ว่า เมื่อมีเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. ก็ให้ร้องโดยตรงไปถึงศาลฎีกาฯ ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ซึ่งในกระบวนการในการพิจารณา เมื่อเรื่องร้องเรียนแล้ว สำนักงานศาลฎีกา จะตรวจสอบว่าคำร้องดังกล่าว มีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากศาลฯ รับไว้พิจารณา ก็เข้าสู่กระบวนการไต่สวนต่อไป 

ส่วนกระบวนการของรัฐสภา จะมีการตรวจสอบกระบวนการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าวย้อนหลังด้วยหรือไม่ เนื่องจากในเอกสารของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีการอ้างถึงการวิ่งเต้นของกรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าว เพื่อให้ได้รับการคัดสรรด้วยนั้น ประธานรัฐสภา ชี้แจงว่า ยังไม่มีการตรวจสอบ แต่ในกระบวนการสรรหากกรรมการ ป.ป.ช. มีคณะกรรมการสรรหา 7 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้น ก็ต้องส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยอีกขั้นตอนหนึ่ง

(แฟ้มภาพเก่าประกอบเนื้อหาข่าว)


 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI