posttoday
"ชัชชาติ" ชูแนวคิด 3 ทางออก ดันกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดี

"ชัชชาติ" ชูแนวคิด 3 ทางออก ดันกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดี

24 กุมภาพันธ์ 2566

เร่งแก้ปัญหาระบบสาธารณสุข กระตุ้นแผนเส้นเลือดฝอย ดันจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ-เพิ่มพื้นที่สีเขียว หนุนรถพลังงานไฟฟ้า สกัดฝุ่น PM2.5

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา THAN 2023 HEALTH AND WELLNESS SUSTAINABILITY หัวข้อ HEALTH IN THE CITY ว่า กทม.มองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ City คือพื้นที่ที่คนมารวมกันเป็นจำนวนมากในพื้นที่ เมื่อมารวมกันจะทำให้พื้นที่กลายเป็นเมืองที่เกิดโรค เช่น การแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด-19ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆมาก หากพื้นที่ดังกล่าวไม่มี Healthy คงไปไม่รอด

 

"คำว่า Health และ City มาด้วยกันตลอด หากเมืองไม่ Healthy ประชาชนสุขภาพไม่ดี มีแต่คนป่วย ก็ไม่สามารถเป็น Hub Medical ได้"

 

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากทม.จะพูดแต่เรื่องน้ำท่วม,การเก็บขยะ ทำให้งบประมาณไม่ได้นำไปใช้กับด้านสาธารณสุขมาก แต่หน้าที่หลักของกทม.คือการทำเมืองให้มีสุขภาพที่ดี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เรื่อง ประกอบด้วย

 

1.เส้นเลือดฝอยและสุขภาพของคนกรุง ปัจจุบันพบว่าปัญหาสาธารณสุขในเมืองไทยอยู่ที่ระบบเส้นเลือดฝอยหรือระบบสาธารสุขปฐมภูมิ ซึ่งเมืองหรือคนเปรียบเหมือนร่างกายของคนที่มีทั้งระบบเส้นใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ระบบใดระบบหนึ่งอ่อนแอ หากเส้นเลือดใดอ่อนแอ ระบบก็ตายเหมือนกัน

 

สำหรับระบบเส้นใหญ่ในไทยถือว่าแข็งแรง เพราะปัจจุบันมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (ตติยภูมิ)ที่เชี่ยวชาญในอันดับต้นๆของประเทศ ขณะที่โรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือทุติยภูมิ อย่าง โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ที่ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท จำนวน 600 เตียง รวมทั้งสามารถรองรับผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์โควิด-19ได้

 

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกทม.มีงบประมาณ ราว 80,000 ล้านบาท โดยเป็นการใช้งบประมาณด้านสาธารณสุข ราว 7,000 ล้านบาท คิดเป็น 8.8% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งไม่รวมกับเงินอุดหนุนของสปสช.
 

 

"เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาในเรื่องนี้ได้ ที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณในการเก็บขยะ ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี แต่ใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขเพียง 7,000 ล้านบาท หากสามารถจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้จะทำให้เรามีงบประมาณเหลือมาใช้ในด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษาให้เข้มแข็งขึ้น"

 

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของกทม. เบื้องต้นกทม.ได้มีการหารือร่วมกับสปสช. โดยใช้ศูนย์สาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ต้องทำหน้าที่เป็น Area Manager ดูแลประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่ม โดยเพิ่มบริการคลีนิคพิเศษเฉพาะทาง,เพิ่มบริการคลีนิคนอกเวลา,เครือข่ายบริการชุมชนในพื้นที่ (หมอเคลื่อนที่) ,เพิ่มเตียงพักคอย ฯลฯ เชื่อมโยงการรักษาโรงพยาบาลแม่ข่าย

 

ทั้งนี้กทม.มีแผนจะขยายเตียง จำนวน 10,000 เตียงในศูนย์สาธารณสุข เพื่อรองรับผู้ป่วย ซึ่งจะใช้เตียงจากผู้ป่วยภายในบ้านเป็น 1 ในระบบสาธารณสุข โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลภายในชุมชน รวมทั้งการดึงประชากรแฝงเข้าสู่ระบบสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีประชากรแฝง ราว 3 ล้านคน ประชากรที่ลงทะเบียนกับสิทธิบัตรทองราว 1.5 ล้านคน ลงทะเบียนสปสช.ประมาณ 800,000 คน และประชาชนที่ไม่ได้เข้าระบบสาธารณสุขประมาณ 700,000 คน
 

 

2.สังคมผู้สูงอายุและโรคคนเมือง ซึ่งเป็นสังคมที่น่ากังวลมาก เนื่องจากในกรุงเทพฯมีผู้สูงอายุเป็นอันดับ1ของประเทศและสูงเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับที่อื่นถึง 2 เท่า ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานจะขยับไปอยู่ในพื้นที่ชานเมืองมากขึ้น

 

อีกทั้งในกรุงเทพฯพบว่ามีผู้สูงอายุที่ยังมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น โรคอ้วน,โรคมะเร็ง,โรคถุงลมโป่งพอง ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคที่ใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขค่อนข้างมาก

 

ขณะเดียวกันยังพบว่าคนวัยทำงานกว่า 60% เป็นโรค Office Syndrome ที่นั่งทำงานเป็นเวลานาน ไม่ได้มีการขยับตัว จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึงและอักเสบ นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตของกทม.สูงถึง 7,500 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน อายุ21-59ปี ราว 60%

 

สิ่งเหล่านี้กทม.ต้องสนับสนุน Preventive Care มากขึ้น โดยการผลักดันการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุทุกเขตและทุกแขวง รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในการทำกิจกรรม เพื่อรองรับการเป็นเมืองผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบและเพิ่มสุขภาพจิตของประชาชนดีขึ้น ถือเป็นการลงทุนน้อย แต่ได้ผตอบแทนมากขึ้น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายราว 110,000 บาทต่อปี ปัจจุบันมีการจัดตั้งชุมชนดังกล่าว 45 ชุมชน 360 ชมรม

 

3.ปัญหาโรคทางเดินหายใจ หากถามว่าสาเหตุที่ทำให้กรุงเทพฯมีฝุ่นPM 2.5 มาก ซึ่งมาจาก2ปัจจัย คือ แหล่งกำเนิดฝุ่นและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก พบว่าการเกิดฝุ่น PM 2.5 มาจากการขนส่งทางถนน 50-60% เช่น รถรถปิ๊กอัพ ราว 40-55% รถบรรทุกราว 20-35% และรถจักรยานยนต์ 5-10% ภาคอุตสาหกรรม 10-20% การเผาชีวมวล 10-20%

 

"หากจะดูแลสุขภาพด้านทางเดินหายใจ จะต้องดูแลด้านแหล่งกำเนิดฝุ่นให้ได้ก่อน"

 

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ของกทม.จะใช้มาตรการแก้ปัญหา ดังนี้ ระดับ 1 ค่าฝุ่นไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. จำนวน 15 มาตรการ ,ระดับ 2 ค่าฝุ่นระหว่าง37.6-50มคก./ลบ.ม. จำนวน 7 มาตรการ,ระดับ 3 ค่าฝุ่นระหว่าง 51-75มคก./ลบ.ม. จำนวน 4 มาตรการ,ระดับ 4 ค่าฝุ่นมากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. จำนวน 8 มาตรการ

 

ทั้งนี้กทม.ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝุ่นสำหรับติดตามสถานการณ์ฝุ่น รวมถึงการเผาในพื้นที่และเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 โดยเป็นการพยากรณ์ล่วงหน้า 3 วันพร้อมทั้งระบุปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนผ่าน Line Alert เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือ

 

นอกจากนี้หากจะแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นPM 2.5 ให้เด็ดขาดในอนาคตได้ควรใช้เครื่องยนต์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น เช่น เครื่องยนต์มาตรายูโร 5 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567 ทั้งนี้กทม.ได้มีโครงการต้นไม้ล้านต้นเพิ่มพื้นมี่สีเขียวในการดูดซับฝุ่นละอองและการสนับสนุน Eco system ในการใช้รถพลังงานไฟฟ้า เพิ่มจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะต่างๆ ปัจจุบันมีรถพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพฯราว 1,300 คัน รวมทั้งการปรับเมืองให้เป็นพื้นที่เมืองเดินได้ จะช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้

 

"Health เป็นเรื่องสำคัญ เมืองไม่สามารถดีได้ถ้าเมืองไม่ Healthy ในอนาคตเราต้องใส่ใจ คงไม่ได้มองเมืองเป็น Medical Hub แต่มองว่าทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯอยู่อย่างมีสุขภาพดี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมี Medical Hub ทั้งที่ประชาชนมีสุขภาพอ่อนแอ คนจำนวนมากมีความเหลือมล้ำด้านสุขภาพ โดย กทม.ต้องมุ่งเน้นสาธารณสุขด้านปฐมภูมิ เพื่อทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน"


 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI