
เศรษกิจที่สมดุลและยั่งยืน
...อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
เศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน สัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงความสำคัญของดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของประเทศ หรือ NPI ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ทางรัฐบาลกำลังศึกษา เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่สมดุลและยั่งยืน แม้ว่าในขณะที่ประเทศไทยโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้มีการพัฒนาดัชนีอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นมา
โดยมีองค์ประกอบหลัก 6 ประการ คือ 1.คนไทยมีสุขภาวะทุกมิติ (กาย ปัญญา จิตใจ) 2.เศรษฐกิจเป็นธรรมและเข้มแข็ง (มีสัมมาชีพทั่วถึง) 3.ครอบครัวอบอุ่น (สัดส่วนเด็กและผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง อัตราการหย่าร้าง) 4.ชุมชนเข้มแข็ง (ระบบสหกรณ์และสวัสดิการชุมชน) 5.สภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศน์ที่สมดุล (น้ำ อากาศ ขยะ) และ 6.สังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล (การเลือกตั้งและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน)
แต่ปัญหาการวัดดัชนีอยู่เย็นเป็นสุขที่ผ่านมา คือ อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการหยิบยกว่าประเทศไทยมีการพัฒนาดีหรือไม่นั้น จะไปหยิบยกการเจริญเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ GDP เป็นหลัก
คำถามคือ ดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริง หรือ NPI จะวัดเรื่องใด ซึ่งอาจจะมีการปรับให้เหมาะกับคนไทยให้มากขึ้น โดยจะวัดเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เพราะการพัฒนามีหลายมิติ แต่เป้าหมายสูงสุดคือความสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ตลอดจนการสร้างอนาคตของประเทศไทยและคนไทยให้มีความเข้มแข็งและเกิดการพัฒนาอย่างสมดุลนั้น ไม่ใช่เฉพาะแค่การไปทำดัชนีชี้วัดแล้วนำมาให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว
วิธีการที่สำคัญคือ ต้องมีการผลักดันการสร้างภาพฝัน หรือการสร้างเป้าหมายร่วมกันของคนไทยว่าอยากเห็นสังคมไทยเป็นอย่างไร นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องตามมาคือ การสร้างกลไกหรือกระบวนการการทำงานให้คนแต่ละภาคส่วนมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น ที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน มาร่วมกันทำงาน เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาในด้านต่างๆ โดยตัวดัชนีชี้วัด NPI นี้จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยในการวัดความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการพัฒนาให้เกิดความสมดุลของนโยบายและการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ
ทั้งนี้ วิธีการหนึ่งในการวัดความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการพัฒนา คือ การนำไปเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลในมิติต่างๆ เช่น นโยบายตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มองในกรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 25532555 ซึ่งจะมีทิศทางใน 3 มิติด้วยกัน คือ
มิติที่ 1 การพัฒนาคนให้มีความเข้มแข็ง เริ่มจากนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การคิดนอกกรอบ และความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
มิติที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้น การลงทุนและส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาระบบชลประทานเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำได้อย่างทั่วถึง การขนส่งระบบรางทั้งรถไฟรางคู่ที่จะเชื่อมโยงกับจังหวัดหรือเมืองในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางทั่วประเทศ การส่งเสริมระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์
มิติที่ 3 คือการส่งเสริมธุรกิจให้อยู่บนพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ที่จะต้องมีการพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและอาหารไทย เพราะถือว่าเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย
แนวนโยบายทั้งหมดนี้ คือ การนำแนวทางและวิธีคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เกิดความสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย รวมทั้งการสร้างอนาคตประเทศไทยร่วมกันกับคนไทยทุกภาคส่วน โดยมีดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของประเทศ หรือ NPI เป็นตัววัดความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศไทยให้ตรงกับเป้าหมายและความฝันของคนไทยทุกคน







