posttoday
ปรับยุทธศาสตร์งบลงทุน ขย่มการเมืองง่อนแง่น

ปรับยุทธศาสตร์งบลงทุน ขย่มการเมืองง่อนแง่น

11 กุมภาพันธ์ 2553

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่ไม่ใช่เล่น ว่าจะทำให้แข่งขันได้ไม่น้อยหน้าประเทศคู่แข่ง หรือต้องถูกประเทศอื่นพัฒนาจนไทยวิ่งตามไม่ทัน

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่ไม่ใช่เล่น ว่าจะทำให้แข่งขันได้ไม่น้อยหน้าประเทศคู่แข่ง หรือต้องถูกประเทศอื่นพัฒนาจนไทยวิ่งตามไม่ทัน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การเดินหน้าปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การลงทุนประเทศของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนและหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประเทศไทย

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่ไม่ใช่เล่น ว่าจะทำให้แข่งขันได้ไม่น้อยหน้าประเทศคู่แข่ง หรือต้องถูกประเทศอื่นพัฒนาจนไทยวิ่งตามไม่ทัน

ข่าวลึกและลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดเล็ก แต่เป็นหัวกะทิ ล่าสุดที่มีนายอภิสิทธิ์นั่งเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีการตกลงว่าจะปรับทิศทางการลงทุนทั้งหมดใหม่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาว

 

ปรับยุทธศาสตร์งบลงทุน ขย่มการเมืองง่อนแง่น

ครม.เศรษฐกิจชุดเล็กที่มีแต่หัวกะทิ เคาะโต๊ะเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการลงทุนที่จะใช้เม็ดเงินจากงบประมาณปี 2554 จะต้องเป็นโครงการยุทธศาสตร์ ต้องมีการกำหนดจากเบื้องบน ต่างจากอดีตที่เป็นโครงการของหน่วยราชการในกระทรวงต่างๆ เสนอขึ้นมา กลายเป็นโครงการจับฉ่ายไร้ทิศทาง

ยุทธศาสตร์การลงทุนของรัฐบาลชุดใหม่จึงปักธงมุ่งเน้นพัฒนาประเทศในระยะปานกลางและระยาว ผ่านโครงการสร้างรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 การพัฒนาสนามบินดอนเมือง โครงการการพัฒนาเรือ โครงการพาณิชยนาวี นี่คือโครงการนำร่องของยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

แม้โครงการลงทุนเหล่านี้จะใช้เวลานานกว่าจะเป็นรูปร่าง ผิดกับการสร้างถนน ขุดบ่อ สร้างฝาย และการใช้เงินก็ยากลำบากกว่าการประมูลจะเกิดขึ้น แต่เป็นธงชัยนำพาไทยสู้กับเวทีโลก

การปรับยุทธศาสตร์งบลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นการผ่าทางตันการใช้งบประมาณลงทุนที่มีอยู่จำกัด เพื่อให้การใช้เม็ดเงินคุ้มค่ามากที่สุด
เพราะเนื้อในของงบประมาณปี 2554 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณามีวงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบประจำ 1.63 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 78.8% เป็นงบลงทุน 3.41 แสนล้านบาท หรือ 16.5% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้

จะเห็นว่างบลงทุนมีจำนวนจำกัดไม่ถึง 20% ของบรายจ่าย จากที่ควรมีในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 25% เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาประเทศ

เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องรวบอำนาจในการกำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินลงทุน

และการปรับยุทธศาสตร์งบลงทุนรอบนี้ ไม่ได้ทำเงินลงทุนในงบประมาณเท่านั้น แต่เลยไปถึงเม็ดเงินโครงการไทยเข้มแข็ง ที่จะใช้เงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เดิมมุ่งเน้นการเบิกเร็ว จ่ายเงินเร็ว เพื่อลากพาเศรษฐกิจที่ซบเซาให้ฟื้นตัวด้วย

แม้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะออกมารับลูกนายกรัฐมนตรีในการทบทวนโครงการไทยเข้มแข็งให้เสริมกับยุทธศาสตร์การลงทุนของรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัตินั้น จะต้องเจรจา ตบตีกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกมาก

เพราะนักการเมืองย่อมต้องการเงินด่วน จ้างเร็ว จ่ายเร็ว รับเร็วเป็นตัวตั้ง การสร้างโครงการที่ดีแต่เบิกช้า ย่อมไม่น่าพิสมัยสำหรับนักเลือกตั้งที่กำลังเผชิญมรสุมทางการเมือง

ดังนั้น แนวคิดดังกล่าวของรัฐบาลที่เริ่มเคาะออกมา แม้จะได้รับเสียงเชียร์จากนักวิชาการจำนวนมาก เพราะเป็นแนวทางที่รัฐบาลควรทำมานานแล้ว เพราะที่ผ่านมาการจัดงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดเป้าหมาย ไม่มีทิศทางที่ดี ทำให้ศักยภาพของไทยเดินถอยหลังเข้าคลองลงเรื่อยๆ ไปทุกที

ทั้งๆ ที่แต่ละปีมีการใช้งบลงทุนจำนวนมาก แต่เม็ดเงินที่ลงไปกลับรั่วไหลออกไปในรูป “ค่าหัวคิว” ตั้งแต่ 15-20-30%

และที่ผ่านมาหลายรัฐบาลยังติดกับกับโครงการประชานิยม ไม่สามารถถอนตัวได้ งบประมาณของประเทศหลายหมื่นหลายแสนล้านบาทถูกนำมาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปกับโครงการประชานิยม แล้วเชื่อว่าสังคมจะเป็นสุข

แม้แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ก็หนีไม่พ้นกับการเสพติดโครงการประชานิยม เห็นได้จากการใช้เงินงบกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ไปแจกจำนวนมาก ทั้งเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท จ่ายเบี้ยยังชีพให้คนชรา และอาสาสมัคร

ไม่มีโครงการลงทุนเป็นการวางรากฐานของประเทศแม้แต่บาทเดียว

งบในโครงการไทยเข้มแข็งเฟสแรกจากเงินกู้พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ก็เน้นโครงการให้กับนักการเมืองไปหาเสียงกับหัวคะแนนและประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก และแฝงเร้นอยู่ทั่วไป

เห็นได้ชัดจากโครงการถนนไร้ฝุ่นส่วนแรกจากเงินพ.ร.ก. มีวงเงินถึง 1.4 หมื่นล้านบาท และยังมีโครงการต่อเนื่องที่จะไปใช้เงินจากพ.ร.บ. อีกกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาว่า การทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะหาแหล่งเงินจากไหนให้เพียงพอกับการลงทุน เพราะเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก งบลงทุนมีจำกัด

ครั้นจะเน้นการกู้เงินมากทำให้ฐานะการคลังมีปัญหา การร่วมทุนกับภาคเอกชนก็ยังไม่ชัดเจน นี่อาจทำให้ยุทธศาสตร์การลงทุนของรัฐบาลที่วาดฝันไว้ดี แต่ไปไม่ถึงฝัน ทำไม่ได้ตามเป้า

เมื่อผนวกกับปัญหาการเมืองที่รัฐบาลไม่แข็งแรง ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมส่งผลกระทบกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การลงทุนของรัฐบาลที่ต้องการปรับใหม่

เพราะเรื่องใหญ่ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องมีเอกภาพ มีความชัดเจนในแกนนำของพรรคร่วม
แต่ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ยิ่งนับวันยิ่งมีรอยร้าว จากทั้งปัญหางบลงทุนไทยเข้มแข็ง งบไร้ฝุ่น ตลอดจนการอนุมัติการลงทุนโครงการต่างๆ

กระทั่งความคลางแคลงใจในปัญหาการเมืองเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สัญญาณความง่อนแง่นเห็นได้จากกรณี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจะบอนไซโครงการถนนไร้ฝุ่น ที่ได้งบจากโครงการไทยเข้มแข็งทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น 7.8 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการที่เป็นการพัฒนาประเทศใน 20-30 ปีข้างหน้า

ไอเดียนี้ยังไม่ทันข้ามคืน ก็เจอแรงต้านจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ที่ดูกระทรวงคมนาคมดูแลกรมทางหลวงชนบท ที่รับผิดชอบถนนไร้ฝุ่นทั่วประเทศออกมาถลุงเสียยับ

จนที่สุดนายไตรรงค์ต้องถอยคงโครงการถนนไร้ฝุ่นไว้เหมือนเดิม

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรัฐบาลยังเดินหน้ารวบอำนาจจัดสรรงบลงทุนปี 2554 และงบลงทุนไทยเข้มแข็งอีก 4 แสนล้านบาท ที่เหลือในพ.ร.บ. ก็ต้องยอมรับสภาพว่าการทำงานของคณะรัฐมนตรีต้องเกิดความขัดแย้งมากขึ้น

เพราะพรรคการเมืองที่ไม่ได้งบลงทุนตามที่เคยตกลงไว้คงไม่พอใจรัฐบาล และตีรวนรัฐบาลต่างๆ นานา เพื่อให้การได้รับจัดสรรงบลงทุนผ่านกระทรวงที่พรรคตัวเองดูแล

ที่จะเห็นชัดเจนในดาบหน้า ก็คงไม่พ้นเรื่องของการพิจารณางบประมาณ 2554 ว่าจะดุเด็ดเผ็ดมัน ทั้งในสภาและชั้นกรรมาธิการ
เพราะทุกพรรคก็ต้องการเม็ดเงินงบประมาณให้มากที่สุด เป็นการทิ้งทวนก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ถึงแม้นายกรณ์ จะออกมาตีกันว่า การพิจารณาโครงการลงทุนตามยุทธศาสตร์จะไม่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะที่ผ่านการพิจารณาโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท ที่ใช้หลักเดียวกัน ก็ไม่ได้มีความขัดแย้ง

แต่ในภาวะการเมืองที่อ่อนไหว อายุรัฐบาลที่ไม่แน่นอน ทำให้การต่อรองผลประโยชน์จะอยู่ในภาวะไม่มีใครยอมใครเช่นกัน ทำให้ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ การรวบงบลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข้งให้กับประเทศ อาจเป็นฝันสลายของรัฐบาล เพราะปัญหาการเมือง

ทำให้การรวบงบลงทุนมาจัดสรรตามยุทธศาสตร์จะถูกตีความว่าเป็นการรวบอำนาจ จนเกิดการต่อรองจนถึงขั้นแตกหักทางการเมืองเสียก่อนก็เป็นไปได้

ถ้าไม่มีศิลปะในการจัดการแล้วไซร้อันตรายต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างยิ่ง


 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน