posttoday
ยุบกองทุนน้ำมันฯราดไฟสุมเศรษฐกิจ

ยุบกองทุนน้ำมันฯราดไฟสุมเศรษฐกิจ

04 กรกฎาคม 2554

นโยบายที่ถือว่ามาแรงแหกโค้งของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สัญญาหน้าฝนไว้ก่อนการเลือกตั้ง

นโยบายที่ถือว่ามาแรงแหกโค้งของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สัญญาหน้าฝนไว้ก่อนการเลือกตั้ง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

นโยบายที่ถือว่ามาแรงแหกโค้งของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สัญญาหน้าฝนไว้ก่อนการเลือกตั้ง ต้องยกให้กับ “โครงการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง”

ยิ่งลักษณ์ ประกาศเสียงปรี๊ดฝ่าสายฝนที่ซัดสาดว่า นโยบายการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ราคาขายปลีกลดลงถึงลิตรละ 7.5 บาท น้ำมันเบนซิน 91 ราคาลดลงลิตรละ 6.7 บาท และน้ำมันดีเซลจะมีราคาลดลงถึง 2.2 บาทต่อลิตร

เหตุผลของ ยิ่งลักษณ์ พูดอย่างหนักแน่นว่าต้องการกระชากรายจ่ายของรัฐบาลให้ลดลง ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบาย พท. ที่ต้องการเอาใจฐานคะแนน ด้วยวิธี ลด แลก แจก แถม

โครงการนี้แม้ว่าจะทำให้ประชาชนฝันหวานได้ใช้น้ำมันถูก แต่ทีมเศรษฐกิจของ พท. กลับตาค้างกันเป็นแถว เพราะคิดไม่ถึงว่า ยิ่งลักษณ์ จะประกาศพรวดออกมาเหมือนรถแข่งเบรกแตกอย่างนั้น

ทีมเศรษฐกิจของ พท. ตอนนี้จึงตกอยู่ในอาการใบ้กินไปทั้งทีม ไม่ว่าจะเป็น โอฬาร ไชยประวัติ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สีหน้าไม่ค่อยดีเมื่อได้ยินนโยบายดังกล่าวบนเวทีสายฝน

ขณะที่ สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทำได้แค่บอกว่า นี่คือเป็นวิชันของผู้เป็นนาย เราเป็นลูกน้องคงต้องนำมาทำตาม

ยุบกองทุนน้ำมันฯราดไฟสุมเศรษฐกิจ

ส่วน พิชัย นริพทะพันธุ์ บอกว่า ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

พิเคราะห์จากอารมณ์ของทีมเศรษฐกิจ พท. ในเรื่องนี้ ประเมินได้ว่านโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ เป็นเรื่องที่อ่อนไหวไม่น้อย

ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นผลร้ายกับเศรษฐกิจไทยในไม่ช้า ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันใส่เศรษฐกิจให้เพลิงลุกท่วมในท้ายที่สุดนั้นเอง

ลำพังการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงจากเดิมที่จัดเก็บในอัตราลิตรละ 5.310 บาท เหลือเพียงลิตรละ 0.005 บาท ก็ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปไม่น้อยกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท

แต่นี่เป็นการยกเลิกการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในทุกชนิด เม็ดเงินรายได้ย่อมหายไปมหาศาล

พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ประเมินว่า นโยบายเลิกกองทุนน้ำมันฯ นั้น อาจทำให้รายได้หายไปอีกปีละ 5 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างต่ำ

วิเคราะห์ด้วยใจเป็นธรรม นโยบายการเลิกกองทุนน้ำมันฯ นั้น เมื่อมีการประกาศยกเลิกปุ๊บ มองในแง่ของผลดี แน่นอนว่าประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลงชนิดฮวบฮาบเลยทีเดียว เพราะจะลดลงถึงลิตรละ 2-7 บาท

เพราะบรรดาบริษัทผู้ค้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายน้ำมัน ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันฯ จึงทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงทันที

แต่แง่ลบ การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ทำให้รัฐบาลไม่มีตัวปรับฐานราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ขึ้นลงผันผวนที่รวดเร็วอีกต่อไป เพราะเดิมราคาน้ำมันแพงก็เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ น้อย หากราคาน้ำมันถูกก็เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ มากขึ้นมาหน่อย

ปัญหาที่ตามมาก็คือ หากราคาน้ำมันถูกตลอดไปก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่หากวันไหนราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนคนไทยจะยอมรับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นแบบหูฉี่ได้หรือไม่

เพราะกลไกราคาน้ำมันนั้น ไทยมิได้อยู่ในฐานะผู้กำหนดราคา แต่เป็นผู้บริโภคน้ำมันสุทธิเสียด้วยปีละหลายล้านล้านบาท

ดังนั้น ผลของการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ และทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงทันทีในวันรุ่งขึ้น แต่วันพรุ่งนั้นบอกได้คำเดียวว่า ตัวใครตัวมัน

หากราคาน้ำมันผันผวนมาก เช่น ปรับสูงขึ้นแบบพรวดพราดก็ต้องทำใจรับสภาพกับมัน โดยไร้กลไกใดๆ ในการคะคาน หรือพยุงราคา

ขณะเดียวกันนั้น การส่งผ่านของต้นทุนจะรวดเร็วจนยากแก่การควบคุม เพราะทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลงราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลง หากมีการผันผวนน้ำมันมากๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเงินเฟ้อวิกฤตยากจะแก้ไข

อีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมาคือ การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ จะทำให้รัฐบาลจะต้องหาเงินมาชดเชยราคาก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือนอีกปีละ 2 หมื่นล้านบาทเศษ

ปัญหาคือจะหาเงินมาจากไหน เพราะเดิมนั้นรัฐบาลจะใช้วิธีการนำเงินเก็บได้จากกองทุนน้ำมันฯ ไปจ่ายอุดหนุนการใช้ราคาก๊าซหุงต้ม

ทางเลือกของรัฐบาลจึงมีอยู่แค่ 2 ทาง คือ ใช้เงินภาษีมาพยุง ซึ่งจะกระทบกับงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีที่มีเงินจำกัดอยู่แล้ว

อีกทางหนึ่งคือ รัฐบาลจะต้องปล่อยลอยตัวราคาก๊าซ ภาคครัวเรือน และขนส่ง ที่รัฐบาลชดเชยกิโลกรัมละ 12 บาท ให้รับกรรมไปตามการใช้จ่าย การบริโภคของแต่ละคน

แน่นอนว่าจะทำให้ราคาอาหาร สินค้าจิปาถะ ยันค่าขนส่งพุ่งขึ้นอย่างมาก มิเพียงแค่เป็นตัวเร่งปัญหาเงินเฟ้อเข้าไปอีกเท่านั้น

แต่รูปธรรมที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดคือ เงินในกระเป๋า หรือรายได้ของคนไทยทุกคนจะต้องลดลงจากราคาค่าขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพในทุกมิติจะพาเหรดกันขึ้นทันที

การยุบกองทุนน้ำมันฯ จึงมีพลังในความเดือดร้อนในเรื่องการเพิ่มภาระต้นทุนค่าครองชีพของคนไทยที่มีวงกว้างมาก

แม้คำประกาศลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท อาจฟังดูดี แต่หลังจากนั้นทำใจได้เลยว่า เจอดีกันถ้วนหน้าแน่...

จะเห็นว่านโยบายการยุบกองทุนน้ำมันฯ กระทบในวงกว้าง แม้ถึงตอนนี้จะยังไม่มีความชัดเจนอย่างมาก ตั้งแต่การบอกว่ายุบกองทุนน้ำมันฯ เป็นการยุบกองทุนไปเลย หรือยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เท่านั้น และจะทำไปนานแค่ไหน เริ่มเมื่อไร และจะใช้เงินจากไหนมาอุดหนุนราคาก๊าซ และพลังงานทดแทน

การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ยังส่งผลกระทบต่อนโยบายพลังงาน ที่ต้องการให้ใช้พลังงานทางเลือก เพราะราคาน้ำมันถูก ผู้คนก็ไม่สนใจพลังงานทางเลือก

นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมให้คนใช้ขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า ที่ต้องใช้เงินเป็นแสนๆ ล้าน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนจะพากันซื้อรถมาวิ่งเติมน้ำมันถูกดีกว่า

ยิ่ง พท. ประกาศเป็นนโยบาย ยิ่งทำให้ผู้ใช้น้ำมันคิดไปเองว่าน้ำมันไม่มีวันที่จะราคาแพง เพราะเมื่อไรน้ำมันแพง พรรคการเมืองที่สัญญาไว้ก็ต้องหาทางทำให้ราคาน้ำมันถูกลงอีก

แหล่งข่าววงในพรรค พท. บอกว่า นโยบายการลดราคาน้ำมันมีการหารือกันในพรรค พท. ทั้งตัวแทนจากการเมือง และทีมเศรษฐกิจ โดยฝ่ายการเมืองมีการเสนอเลยเถิดให้เลิกทั้งกองทุนน้ำมันฯ และการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางทีมเศรษฐกิจ พท. ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ส่วนการเลิกกองทุนน้ำมันฯ ควรศึกษาให้มีความชัดเจนก่อนประกาศ แต่ฝ่ายการเมืองกลับไม่ฟังเสียงคัดค้านประกาศเป็นนโยบายมาตรการสุกดิบ พาเศรษฐกิจลงกองเพลิง

แม้ว่าก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาเตือนพรรคการเมืองที่ใช้โครงการประชานิยมจำนวนมาก จะทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในฐานะลำบาก เอาตัวไม่รอดจากปัญหาเงินเฟ้อเป็นมะเร็งร้ายกัดกินเศรษฐกิจ

สัญญาณเตือนดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งตรงถึงพรรค พท. ว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่ลำพังนโยบายจำนำข้าว ลดภาษี แจกเงินกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล หักหนี้ 5 แสนบาท ลดภาษีซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก ก็ใช้เงินเป็นล้านล้านบาทอยู่แล้ว

พอมีโครงการยุบกองทุนน้ำมันฯ ทำให้ราคาน้ำมันถูก วันข้างหน้าน้ำมันราคาแพงก็หนีไม่พ้นต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้ภาษีหดหายไปปีละเป็นแสนล้านบาท เพราะพรรคการเมืองฉีดยาเสพติดกับประชาชนกับสังคมติดกันจนงอมแงม

สุดท้ายนโยบายการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ นอกจากทำให้ประชาชนติดยาเพิ่ม ยังทำให้เศรษฐกิจอมโรคอาการโคม่าเร็วขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน