
หวังรัฐบาลทำบาทอ่อน
บิ๊กสหพัฒน์ วอนรัฐบาลใหม่ดูค่าบาทให้อ่อน เพื่อช่วยผู้ส่งออก หลังต่างชาติย้ายฐานผลิต เหตุค่าจ้างแพงจากบาทแข็ง
บิ๊กสหพัฒน์ วอนรัฐบาลใหม่ดูค่าบาทให้อ่อน เพื่อช่วยผู้ส่งออก หลังต่างชาติย้ายฐานผลิต เหตุค่าจ้างแพงจากบาทแข็ง
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ช่วยดูแลปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น เนื่องจากกระทบกับการจ้างงาน
เห็นได้จากการย้ายฐานผลิตของรองเท้าไนกี้จากประเทศไทยไปเวียดนาม เพราะเมื่อนำต้นทุนค่าจ้างเงินเหรียญสหรัฐมาแลกเป็นเงินบาทแล้วสูงกว่าประเทศอื่น และยังกระทบต่อความสามารถทำกำไรของผู้ประกอบการส่งออกทุกราย หากรัฐบาลยังไม่สามารถดูแลค่าเงินบาทได้ ในที่สุดผู้ประกอบการจะไม่สามารถปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน เคยเสนอให้รัฐบาลเข้ามาดูค่าเงินบาทให้อยู่ที่ 36-38 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว แต่ไม่เป็นผล จนเกิดปัญหาย้ายฐานผลิตจากไทย และขณะนี้ต้องการให้ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่ามาอยู่ที่ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมถึงอยากให้รัฐบาลใหม่มุ่งสร้างความปรองดองในประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และยุติปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาให้เร็วที่สุด
ด้านธุรกิจ เครือสหพัฒน์ได้ข้ามไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในรอบ 40 ปี โดยอยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 10 ราย พัฒนาโครงการบริการและแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่บนพื้นที่ 600 ไร่ ในเมืองศรีราชา ภายใต้แนวคิด“เจแปนนีส ทาวน์” หรือแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมแบบครบวงจร (คอมเพล็กซ์) ในจุดเดียวคล้ายคลึงกับโครงการ ปาลิโอ(palio)ที่เขาใหญ่ ภายใต้การดำเนิน
งานของบริษัทสหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง(เอสพีไอ) เบื้องต้นได้เจรจากับพันธมิตรต่างประเทศแล้ว 12 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ใน
ประเทศญี่ปุ่นชื่อ บริษัท "ซึรูฮะ" ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว แบ่งระยะเวลาการดำเนินการไม่น้อยกว่า 3ระยะ(เฟส)ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1หมื่นล้านบาท คาดเริ่มพัฒนาโครงการระยะ
แรกเร็วที่สุดภายใน1-2 ปีนี้ จากศักยภาพทำเลในเมืองศรีราชาและอยู่ใกล้กรุงเทพฯ รวมถึงจุดเด่นด้าน “ท่าเรือ” ขนาดใหญ่ ที่ผลักดันให้เศรษฐกิจ
เจริฐเติบโตสูง เช่นเดียวกับ ฮ่องกง, โกเบ, โยโกฮาม่า เป็นต้น รวมถึงในทำเลดังกล่าว ยังมีโรงเรียนวาเซดะสอนภาษาญี่ปุ่น ที่บริษัทได้สร้างไว้
ก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวยังจะกลายเป็น แลนด์มาร์ค แห่งใหม่ของศรีราชาในอนาคต เพื่อดึงดูดรายได้มาจากการท่องเที่ยว คาดใช้
ระยะเวลาพัฒนาโครงการเสร็จสมบูรณ์ราว10ปีขึ้นไป
“ในศรีราชามีชาวญี่ปุ่น อาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 4,000 คน โดยมีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทยราว 3หมื่น4หมื่นคน ซึ่งมั่นใจว่า โครงการฯจะ
ประสบความสำเร็จ จากที่ผ่านมาในไทยยังไม่มีโครงการในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่าง
ประเทศใหม่ๆ เข้ามาในไทย เพราะสร้างการรับรู้ในตลาดโลก และอาจจะมีประเทศทั่วโลกรวม 70 ประเทศเข้ามาลงทุนในรูปแบบ เมืองของ
ประเทศต่างๆ ในอนาคตได้” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว







