
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่า กับนโยบายของรัฐไทย
8...ทีมข่าวกลุ่มเพื่อนพม่า (Friends of Burma)
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่าและชายแดนไทยล้วนตกอยู่ภายใต้ภาวะอึมครึมเนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงได้มีอยู่อย่างจำกัด และบุคคลภายนอกมิอาจแสวงหาโอกาสในการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลได้โดยง่าย ปัจจัยอุปสรรคนี้เองจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่คนในพื้นที่อาจต้องเผชิญเนื่องจากไม่มีช่องทางใดๆ ในการส่งข้อมูลออกสู่สังคมและประชาคมโลกเพื่อต่อสู้ทางความคิดอันเป็นบ่อเกิดของความชอบธรรมในการดำรงความเป็นมนุษย์
แม้พม่าจะมีการประกาศจัดการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในช่วงเดือนต.ค. เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญพม่า แต่กระบวนการดังกล่าวอาจเป็นเพียงพิธีกรรมหาใช่วิธีการสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนชาวพม่าอย่างแท้จริง หากการเลือกตั้งมิได้อยู่ในการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมจากกลุ่มต่างๆ และสิ่งสำคัญอีกประการคือต้องเปิดเผยต่อประชาคมโลก นอกจากนี้กระบวนการพิสูจน์ความเป็นพลเมืองของพม่า และการเฝ้าระวังการทุจริตเลือกตั้งด้วยกลวิธีต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่พึงระวัง แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองทั้งหลายมีโอกาสในการเข้าแข่งขันลงรับสมัครเลือกตั้งอย่างอิสระมากขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับมาที่นโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของไทยที่เกี่ยวข้องกับประเทศพม่า ก็น่าวิตกไม่แพ้กัน เนื่องจากมีสัญญาณสะท้อนให้เห็นแนวทางในการดำเนินนโยบายเชิงผลประโยชน์โดยงดเว้นการแทรกแซงกิจการภายในของพม่า ไม่ว่าจะเป็นการผสานความร่วมมือในนโยบายเปิดพรมแดนรับการอพยพของแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในพื้นที่แม่สอด การใช้ประโยชน์จากเขื่อนบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน แต่ละเว้นการจัดการปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมต่อแรงงานต่างด้าวและผู้หนีภัยสงครามจากพม่า
หากมองถึงพื้นฐานเชิงประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่เคยผ่านประสบการณ์การเป็นเมืองขึ้นและเกือบเป็นเมืองขึ้น ก็จะเห็นถึงความคิดแบบชาตินิยมที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้กับรัฐตน โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่มีต่อประเทศอื่น ประชาชน กลุ่มอื่นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความเป็นพลเมืองของรัฐตน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อนโยบายของรัฐไทยต่อพม่ายังคงดำเนินไปแบบ
“แสวงหาจุดร่วมในเชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมือง สงวนจุดต่างในนโยบายประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องจากความมั่นคงในระยะยาว เนื่องจากคนย่อมแสวงหาโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะสามารถจัดการปัญหาผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติ โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ในประเทศพม่า เพราะไม่มีพรมแดนใดในโลกที่ปิดกั้นคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือเรายินดีที่สถานการณ์ดำรงอยู่เช่นนี้ประเทศไทยมิได้ผูกพันตนเข้ากับอนุสัญญาด้านผู้ลี้ภัย และการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว แต่ยังพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มิใช่พลเมืองไทยตามพันธกรณีอื่นๆ ที่ไทยเข้าร่วม เช่น กติกาสิทธิพลเมืองและการเมืองฯ กติกาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ฯลฯ รวมถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ดังนั้นรัฐไทยจึงมีแนวทางที่เป็นคุณต่อการประกันสิทธิของบุคคลอันเป็นกลุ่มเสี่ยงภายใต้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเสมอมา แต่เมื่อมีการถกเถียงประเด็นเหล่านี้ภายในสังคมไทยกลับพบอคติและจุดยืนที่ไม่เป็นคุณต่อการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอยู่จำนวนไม่น้อย โดยข้อถกเถียงหลักตั้งอยู่บนประเด็นที่ว่า
“สิทธิใดที่รัฐไทยพึงคุ้มครองให้กับบุคคลที่มิใช่ชนชาวไทย”ติดตามรายละเอียด และประเด็นดังกล่าวได้ฉบับพรุ่งนี้







