
การซื้อขายตำแหน่งตำรวจ
...สังศิต พิริยะรังสรรค์
หลายวันมานี้มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีกแล้วครับ ความอื้อฉาวครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สังคมได้รับรู้ และเราแน่ใจได้เลยว่านี่จะไม่ใช่เป็นความอื้อฉาวครั้งสุดท้ายในเรื่องนี้ของตำรวจอีกเช่นเดียวกัน ผมให้ความมั่นใจแก่ท่านทั้งหลายได้เลยว่า เรายังจะได้ยินเรื่องแบบนี้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าพวกเราทุกคนจะตายจากโลกนี้ไป
การซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติที่มีมาแต่ยุคโบราณ หากแต่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
แต่เดิมผู้ที่มาดูแลกรมตำรวจมักเป็นข้าราชการหรืออดีตทหาร ตำรวจ พฤติกรรมของรมว.มหาดไทยแบบดั้งเดิมจะพึงพอใจกับการมีบริวารว่านเครือเป็นหลัก ตำรวจที่อยากมีตำแหน่งจึงต้องไปวิ่งกับท่านรัฐมนตรี เรียกได้ว่าถนนทุกสายต้องวิ่งตรงไปที่หน้าบ้านหรือหลังบ้านท่านมท.1 ในแง่นี้อาจมองท่านรัฐมนตรีว่าเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของบรรดาตำรวจที่อยู่ในฐานะผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์
ในสมัยนั้นความสัมพันธ์ทางสังคมแบบนี้ของทั้งสองฝ่ายไม่ได้แลกเปลี่ยนกันด้วย
“เงิน” โดยตรง หากแต่อาจเรียกว่าเป็น “การดูแล” คนของตัวเอง แต่พฤติกรรมแบบนี้ในปัจจุบันเราเรียกว่าเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก การเอาแต่พวกพ้อง การช่วยเหลือญาติพี่น้อง หรือการสร้างสมุนบริวารว่านเครือ ฯลฯ ในโลกยุคใหม่พฤติกรรมแบบนี้ถูกถือว่าเป็นการทุจริตการบริหารราชการแผ่นดินแบบหนึ่งปัญหาเกิดขึ้นเมื่อประมาณสัก 20 ปี เมื่ออธิบดีกรมตำรวจท่านหนึ่งเริ่มมีนโยบายการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในระดับกลางและสูง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อธิบดีท่านนี้ได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เดิมเป็นแบบ
“นาย” กับ “ลูกน้อง” ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่แลกเปลี่ยนกันด้วยเงินตราแทน พฤติกรรมของนายใหญ่ของกรมตำรวจเปรียบได้กับการให้สัมปทานพื้นที่ผูกขาดแก่ตำรวจที่ประมูลซื้อตำแหน่งให้สามารถไปทำมาหากินในพื้นที่นั้นๆ ได้ในระยะเวลาที่ครองตำแหน่งอยู่ราคาของตำแหน่งผู้บัญชาการ ผู้การ ผู้กำกับ และสารวัตรโดยทั่วไป (แต่ไม่ใช่ทุกคน) ขึ้นอยู่กับทำเลของพื้นที่ที่ได้รับสัมปทานเป็นสำคัญ คือ ถ้ามีบ่อนการพนัน หวยใต้ดิน ตู้ม้า ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานอาบอบนวด โรงงานที่ใช้แรงงานต่างด้าว ฯลฯ อยู่เป็นจำนวนมาก สนนราคาของตำแหน่งก็จะแพงขึ้นไปตามลำดับ
ตำรวจที่ไปซื้อสัมปทานมาแล้วก็ต้องหาหนทางถอนทุนคืนให้ได้เร็วที่สุด ด้วยการไปกำหนดให้เจ้าของบ่อนและเจ้าของธุรกิจสีเทาต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ตนเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนในแต่ละเดือน ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าของธุรกิจสีเทาก็เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้แก่ตำรวจเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะการได้จ่ายเงินก็เป็นความสุขประการหนึ่งของคนกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
ความทุกข์ของคนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีอยู่ประการเดียวเท่าที่ผมพอจะนึกออก คือ ไปเจอตำรวจสุจริตที่ไม่ยอมรับเงิน แต่อยากบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง โชคดีที่นักธุรกิจสีเทาและสีดำจะไม่ใคร่ได้เจอตำรวจประเภทนี้บ่อยนัก เพราะตำรวจสุจริตมักจะถูกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถให้คุณให้โทษกับพวกเขาได้
ผมคิดว่าตำรวจที่ไม่สุจริตเหล่านี้เป็นตัวการที่ไปเร่งเร้าให้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเลวร้ายลง คนกลุ่มนี้ทำตัวเหมือนเป็นนักธุรกิจหน้าเลือดมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไปเก็บภาษีมืดกับนักธุรกิจตามอำเภอใจ เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนการทำธุรกิจที่ไม่อาจเปิดเผยให้สูงขึ้น พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด สนับสนุนให้มีการเปิดตู้ม้า และการพนันประเภทต่างๆ ตลอดจนอนุญาตให้มีแหล่งอบายมุขต่างๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ในขณะที่รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณให้แก่ตำรวจในการปราบปรามยาเสพติด การพนัน และการกระทำที่ผิดกฎหมายมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีมากขึ้น เราแทบจะมองไม่เห็นสัมฤทธิผลในการทำงานของตำรวจเกิดขึ้นเลย สัมฤทธิผลเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรกันละครับ
ถ้าหากรัฐบาลไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจเสียที ดูเหมือนว่าการซื้อขายตำแหน่งกำลังจะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติของตำรวจไปเสียแล้ว ว่าถ้าไม่วิ่ง ไม่ซื้อตำแหน่ง ก็จะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพของตัวเองได้เลย
แต่วงการตำรวจเหมือนผีซ้ำด้ามพลอย เพราะในช่วงไม่ถึง 10 ปีมานี้ นักการเมืองที่มาดูแลงานตำรวจมักจะมาจากกลุ่มธุรกิจมากขึ้น คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญน้อยลงกับความสัมพันธ์แบบ
“นาย” กับ “ลูกน้อง” แต่ให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ที่เป็นการแลกเปลี่ยนในเรื่องของเงินตรา พวกเขาเข้ามาแทรกแซงการโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ ของตำรวจมากขึ้น สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า โควตา แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงวาทกรรมที่พวกเขากำลังยื้อแย่งผลประโยชน์กับเบอร์ 1 ของตำรวจเท่านั้นเองทุกวันนี้ตำรวจส่วนใหญ่หมดกำลังใจในอนาคตของตัวเอง ประชาชนก็หมดหวังกับการทำงานของตำรวจ ท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่สนใจปฏิรูประบบตำรวจเลยหรือครับ?







