
เฟดเตรียมส่งท้าย QE2 ศก.ไม่เดินหน้า แต่ไม่ถ้อยหลัง
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือ QE2 ซึ่งถือกันว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 และจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิ.ย. มีผลพวงที่ติดตามมามากมาย ทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งในการแถลงข่าวครั้งที่ 2 ในประวัติการณ์ของเฟดภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมในกลางสัปดาห์นี้ จะถือเป็นการประเมินอย่างกลายๆ ว่า QE2 ได้ผลอย่างแท้จริงหรือไม่
แม้จะยังไม่มีผลสรุปการประชุมและการประเมินผลขั้นต้นจากปากคำของ เบน เบอร์แนนคี แต่กูรูเศรษฐกิจและสื่อมวลชนล้วนมีความเห็นตรงกันว่า QE2 เป็นยาแรงที่เปล่าประโยชน์ มิหนำซ้ำยังทำให้เฟดต้องประเมินสถานการณ์บ่อยครั้ง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จนจับทิศทางไม่ถูก
ดังเช่นในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบาย หรือ FOMC กลางสัปดาห์นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนของเศรษฐกิจสหรัฐเพราะแม้จะถึงกำหนดยุติ QE2 แล้วก็ตาม แต่ภาพรวมการขยายตัวยังอ่อนแอ การจ้างงานต่ำ อัตราว่างงานสูง และเงินเฟ้อเริ่มกลายเป็นภัยคุกคาม
ปัญหาข้างต้นคือเป้าหมายหลักที่ QE2 จะต้องสะสางให้หมดสิ้น เพื่อพยุงสหรัฐให้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เนื่องจากจากล่าช้ามานานถึง 2 ปีแล้วหลังหลุดพ้นภาวะถดถอย แต่ปรากฏว่าปัญหาข้างต้นไม่เพียงแก้ไขไม่ได้ แต่ยังเลวร้ายลงไปอีก
แม้สถานการณ์จะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ กูรูเศรษฐกิจและสื่อมวลชนยังเชื่อว่า จะไม่มีการต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ QE3 อย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ QE2 ยังสร้างปัญหามากมาย QE3 อาจสร้างผลลัพธ์ที่เลวร้ายเกินคาดเดา
ที่สำคัญคือ ดูเหมือนว่าจะเหลือสหรัฐเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังมั่นคงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกประเทศคือญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามหากไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเมื่อเดือน มี.ค. มีแนวโน้มสูงที่ญี่ปุ่นจะเดินตามรอยสหรัฐเช่นกัน แต่เพื่อแก้ปัญหาที่ต่างกันออกไป นั่นคือปัญหาเงินฝืด
ในกรณีของญี่ปุ่น สหรัฐได้ใช้เป็นแบบอย่างเช่นกัน เพราะญี่ปุ่นล้มเหลวถึง 2 ครั้งในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสลัดตัวจากภาวะเงินฝืด แต่สหรัฐประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และนับเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ไม่อาจละเลยได้ของ QE2 ที่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตจากภาวะเงินฝืดได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเงื่อนไขที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เพราะการที่สหรัฐประสบสำเร็จกับการกำราบเงินฝืดก็เพราะผู้บริโภคสหรัฐพร้อมที่จะใช้จ่ายตลอดเวลา (และบางครั้งจ่ายเกินตัวจนกลายเป็นวิกฤตการเงินปี 2551) ส่วนผู้บริโภคญี่ปุ่นยังแก้นิสัยออมเงินไม่หาย การบริโภคจึงตกต่ำเรื่อยมา
ดังนั้น ความสำเร็จของ QE2 ในเรื่องนี้จึงไม่ไม่อาจเรียกเป็นความสำเร็จได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
มิหนำซ้ำยังอาจเรียกเป็นความล้มเหลวเสียด้วยซ้ำ หากจะวัดที่อัตราการขยายตัว เพราะเฉลี่ยยังค้างเติ่งอยู่ที่เพียง 2% และตัวเลขขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ คาดว่าจะยังอยู่ที่ 2% เช่นกัน แต่นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน เนื่องจากเพียงแค่เริ่มไตรมาสแรกของปีนี้ยังขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้น
แต่ถึงขนาดนี้แล้ว เฟดจะไม่สานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
ผลลัพธ์ประการแรกของการยื้อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะนำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อซึ่งแม้ขณะนี้จะอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ยังมีปัจจัยคุกคามด้านอื่นๆ อีก โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันแพง
นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า การที่เฟดอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงินมากเกินไป ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันทะยานขึ้นมาเหนือระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในตลาดโลก และสูงกว่า 4 เหรียญสหรัฐ ในตลาดสหรัฐ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐและเฟดถูกสวดทั้งจากในและนอกประเทศไปยกใหญ่ แม้ความจริงส่วนหนึ่งของราคาน้ำมันแพงจะเกี่ยวข้องกับวิกฤตในตะวันออกกลางด้วยก็ตาม
ภาพโดยรวมก็คือ เศรษฐกิจไม่ถอยหลังแต่เดินหน้าไปไม่ถึงไหน
นับจากนี้เฟดจะใช้มาตรการอื่นในการกระตุ้น (หรือประคอง) เศรษฐกิจสหรัฐให้เดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับสะกดเงินเฟ้อไม่ให้รุนแรงไปกว่านี้ ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่จะนำมาใช้ทดแทน คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยเป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการนำเงินต้นที่ได้รับคืนมาจากตราสารหนี้กลับมาลงทุนซ้ำ
เบอร์แนนคี ยังเคยกล่าวไว้เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ว่า ภาวะชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์คือปัจจัยสำคัญที่หน่วงเหนี่ยวการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
แต่ภาระของสหรัฐมิได้มีเฉพาะแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีภาระด้านการคลังที่ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่แพ้ยุโรป จากปัญหาหนี้สาธารณะ และยังเกิดวิวาทะทางการเมืองว่าด้วยการจำกัดการก่อหนี้ หลังจากที่รัฐบาลและเฟดทุ่มงบประมาณนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
หลังจากเกิดวิวาทะดังกล่าวกอปรกับวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่เลวร้ายลง โอกาสที่จะมีการใช้งบประมาณมากมายมหาศาล เพื่ออัดฉีดให้กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเป็นได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลดงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างฉับพลันเกินไปจะยังผลร้ายเช่นกัน
เฟดจึงตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เดินมาถึงทางแพร่ง แต่กลับไม่สามารถลงมือทำได้อย่างเต็มที่
เพราะแม้เศรษฐกิจไม่ถอยหลังเข้าคลอง แต่ก็เดินหน้าไปไม่ถึงไหนเช่นกัน







