
เตือนยุโรปเล่นกับไฟระวัง เชื้อร้าย ทางการเงิน
ถึงแม้วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซจะสามารถคาดเดาได้ว่าคง “จบสวย” ได้ยาก อีกทั้งโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียคงไม่ใช่ 50-50 อีกต่อไป
ถึงแม้วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซจะสามารถคาดเดาได้ว่าคง “จบสวย” ได้ยาก อีกทั้งโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียคงไม่ใช่ 50-50 อีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ถึงแม้วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซจะสามารถคาดเดาได้ว่าคง “จบสวย” ได้ยาก อีกทั้งโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียคงไม่ใช่ 50-50 อีกต่อไป แต่สิ่งที่ชวนให้วิตกยิ่งกว่านั้น คือ แนวโน้มที่วิกฤตอาจขยายวงกว้างลุกลามไปถึงประเทศที่หลายคนไม่ได้คาดหวังว่าจะตกอยู่ในภาวะวิกฤต
เมื่อช่วงต้นปีมีการกะเก็งกันว่านอกจากกรีซแล้ว โปรตุเกส และสเปน จะเป็นเหยื่อของวิกฤตหนี้พอกหางหมูรายต่อไป ซึ่งไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะในเวลาต่อมาโปรตุเกสต้องขอรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตามที่คาดไว้
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย คือ โปรตุเกสไม่ใช่รายที่ 2 แต่เป็นรายที่ 3 ต่อจากกรีซ เพราะเหยื่อลำดับต่อมากลับเป็นไอร์แลนด์ อีกทั้งจนถึงขณะนี้สเปนก็ยังไม่ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟูแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การที่สเปน “ยัง” ไม่ขอรับความช่วยเหลือเพื่อพยุงวิกฤตหนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากภาวะล้มละลายอย่างอ่อนๆ เหมือน 3 ประเทศข้างต้น ตรงกันข้าม หากสเปนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป อาการอาจสาหัสกว่าประเทศอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะอั้นปัญหามานานแรมปี
ล่าสุด แดนกระทิงดุเริ่มแสดงอาการของวิกฤตที่ “ดุ” พอๆ กับเหยื่อ 3 รายอย่างชัดเจนขึ้น เมื่อระดับหนี้สาธารณะช่วงไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งขึ้นมาถึง 6.79 แสนล้านยูโร หรือกินสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 63.6% สูงที่สุดในรอบ 11 ปี และสูงกว่าอัตราเส้นตายที่ EU กำหนดไม่ให้หนี้สูงกว่า GDP เกิน 60%
สเปนเป็นอีกรายที่ละสายตาไม่ได้ เพราะแม้แต่รัฐบาลคาดการณ์ว่าอัตราหนี้จะสูงถึง 68.7% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มดีวันดีคืนจากภาวะถดถอยเมื่อปี 2551 แต่ปัจจัยพื้นฐานยังย่ำแย่ อัตราว่างงานสูงถึง 21.29% หรือสูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนได้ไม่ยาก
ปัญหาก็คือ สเปนจะถึงคราวเคราะห์เมื่อใด?
ในสายตาของผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินและเศรษฐกิจของยุโรป อาจคาดเดาไว้ในใจแล้วว่า ไม่ช้าก็เร็วอาจต้องมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือสเปนอย่างแน่นอน กรณีนี้ไม่นับว่าเหนือความคาดหมาย หรือเหลือบ่ากว่าแรง เพราะคาดเดาได้อยู่แล้ว
ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ จะไม่ใช่แค่สเปนแค่รายเดียวเท่านั้น ในบัญชีรายชื่อเหยื่อของวิกฤตหนี้สาธารณะ
มีปัจจัยหลายประการที่บ่งชี้ว่าวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปกำลังลุกลามรวดเร็วไม่แพ้เชื้ออีโคไล และความพยายามกอบกู้วิกฤตกำลังมาถึงทางตัน
ปัจจัยที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ความไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆ เกี่ยวกับเงื่อนไขความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรีซ
นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี ยินยอมที่จะไม่บังคับในฐานะนายทุนช่วยเหลือรายใหญ่ ให้รัฐบาลกรีซต้องเลื่อนกำหนดการปล่อยพันธบัตรออกขาย ซึ่งถือเป็นการยุติความไม่ลงรอยของสมาชิก EU ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ จนสามารถเดินหน้าให้ความช่วยเหลือกรีซในลำดับต่อไปได้ และทำให้เงินยูโรกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง
ท่าทียินยอมของเยอรมนีในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภูมิภาค เป็นไปเพื่อยุติภาวะสุญญากาศเท่านั้น และทำไปเพื่อยุติข้อครหาที่ว่าเยอรมนีทำตัวประหนึ่งจระเข้ขวางคลอง
แท้จริงแล้ว เยอรมนีกังวลอย่างที่สุดว่าเรื่องจะไม่จบแบบนี้
จนแล้วจนรอด นายกรัฐมนตรีของเยอรมนียังแสดงความกังวลใจอย่างเปิดเผยว่า หนี้สินของกรีซมีวี่แววจะกลายเป็นหนี้เสีย สิ่งที่จะติดตามมาคือ โรคระบาดทางการเงินที่แพร่สะพัดไปทั่วภูมิภาค
ไม่แต่ แมร์เกิล เท่านั้นที่รู้สึกหวั่นใจอย่างเห็นได้ชัด
ฌอง โคลด ชุงเกอร์ ประธานกลุ่มยูโรโซน เตือนว่า การที่จะโยนให้เจ้าหนี้ของประเทศในยุโรปต้องมาร่วมแบกรับกับมาตรการช่วยเหลือประเทศต่างๆ นั้น รังแต่จะนำความวิบัติมาให้ เพราะผลที่จะตามมาคือ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจะยิ่งมีปฏิกิริยาด้านลบต่อยุโรป พากันตบเท้าปรับลดระดับเครดิตครั้งใหญ่เพื่อพิทักษ์นักลงทุน
หายนะที่จะตามมาคือ เสถียรภาพทางการเงินการคลังของยุโรปจะเข้าขั้นวิกฤต ปัญหาหนี้สาธารณะจะแพร่ไปเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง ดังที่ ชุงเกอร์ เตือนว่า “เรากำลังเล่นกับไฟ”
ที่สำคัญ คือ ชุงเกอร์ แย้มว่าเหยื่อรายต่อไปของวิกฤตหนี้อาจเป็นอิตาลีและเบลเยียม ซึ่งมีอัตราหนี้สาธารณะที่สูงมากในอันดับที่ 8 และ 10 ของโลก หรือมากกว่าไอร์แลนด์และโปรตุเกส ในอันดับที่ 11 และ 14 ด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 หากเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นมา ผลพวงที่จะตามมายิ่งเลวร้ายกว่ากรีซ ไอร์แลนด์ หรือโปรตุเกสรวมกันหลายเท่า
ล่าสุด Moody’s Investors Service ฮึ่มๆ จะหั่นเครดิตของอิตาลีลง อ้างว่าเศรษฐกิจโตอย่างอืดอาด แต่หนี้สินกลับพอกพูน อีกทั้งต้นทุนการกู้ยืมยิ่งสูงขึ้น โดยสรุปก็คือ อิตาลีกำลังเข้าทางเดียวกับกรีซ และอีก 3 ชาติที่อาการกำลังร่อแร่
นี่คือสัญญาณอันตราย “ถึงแก่ชีวิต” ที่ไม่ต่างจากเชื้อร้ายอีโคไลที่กำลังระบาดเหมือนไฟลามทุ่งไปทั่วยุโรป
หากความวัวยังไม่ทันหายจากกรีซ “ความตาย” กลับกำลังมาเยือนอีกหลายประเทศร่วมภูมิภาค







