
15 โครงการหาเสียงขึ้นบัญชีหนังไอ้ตูบ
หากมองนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาล แยกตามผู้นำรัฐบาล หรือแยกตามโครงการของพรรคการเมืองแล้ว
หากมองนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาล แยกตามผู้นำรัฐบาล หรือแยกตามโครงการของพรรคการเมืองแล้ว
จะเห็นได้ว่าโครงการที่เละเทะทุจริต นอกจากของพรรคแกนนำรัฐบาลแล้ว ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล หลายเรื่องนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับบทพายเรือให้โจรนั่ง ประคองรัฐบาลให้ยังอยู่ในอำนาจ หรือบางนโยบายก็เป็นโครงการของกลุ่มก้อนการเมือง ที่ย้ายไปอยู่เป็นมุ้งซ้อนมุ้งต่างๆ ในแต่ละพรรคต่างกรรมต่างวาระ ดังนั้นจึงขอเปิดโปงความเละเทะทุจริตตามความดังของโครงการ เริ่มด้วยนโยบายตรึงราคาน้ำมันและก๊าซ ซึ่งสร้างหนี้เกือบแสนล้านบาท
รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยแทบไม่มีใครกล้าลอยตัวราคาก๊าซ ส่วนราคาน้ำมันก็ตรึงสู้กับราคาน้ำมันโลกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมด้วยวิธีต่างกันไป หากจะดูความล้มเหลวการตรึงราคาพลังงานหนักๆ ก็ต้องยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปตรึงราคาน้ำมันและก๊าซ โดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน ครั้งนั้น ครม.มีมติให้ใช้กองทุนน้ำมันฯ พยุงเบนซินและดีเซลไป 3,842 ล้านบาท หลังจากนั้นราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องจนกองทุนน้ำมันฯ ติดลบและเป็นหนี้มากถึง 9.2 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่ต้องใช้หนี้ นโยบายตรึงน้ำมันยุค พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างหนี้ไว้กว่าแสนล้านบาท
ขณะที่ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีนโยบายตรึงดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท และตรึงราคาก๊าซจนทำให้กองทุนน้ำมันฯ ที่มีกว่า 3 หมื่นล้านบาท เหลือ 345 ล้านบาท แต่ก็มีการเลี่ยงบาลี นำเงินสดในบัญชี (กระแสเงินสดหมุนเวียน) ซึ่งมีภาระหนี้ต้องจ่ายในอนาคต มารวมเป็นเงินกองทุนน้ำมันฯ จึงนับไปนับมามีเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท พอจะตรึงดีเซลตามนโยบายรัฐบาลไปถึงเดือน ก.ย.
แก้หนี้นอกระบบ หรือเพิ่มหนี้
หนึ่งในผลสำรวจที่คนอยากให้รัฐบาลทำ นอกจากปัญหาปากท้อง ของแพงค่าจ้างต่ำ ก็เรื่องหนี้ นโยบายฮอตที่ได้ใจคนจนไปเต็มๆ สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือการเปิดให้ “ขึ้นทะเบียนคนจน” เมื่อปี 2549 ที่เปิดรับขึ้นทะเบียนประชาชนที่มีปัญหาใน 7 เรื่อง ได้แก่ 1.มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน 2.ปัญหาเร่ร่อน 3.ปัญหาผู้ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย 4.ปัญหาการให้ความช่วยเหลือนักเรียน ให้มีรายได้จากอาชีพที่เหมาะสม 5.ปัญหาการถูกหลอกลวง 6.ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน และ 7.ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน
กระทรวงมหาดไทยเปิดรับขึ้นทะเบียน มีคนมาขึ้นทะเบียนเป็นหนี้ภาคประชาชนมากกว่า 5 ล้านราย มูลหนี้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายมีลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ 1 แสนราย โดยได้กู้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย
มาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ปรับมาใช้คำว่า “แก้หนี้นอกระบบ” มีคนมาลงทะเบียน 1.2 ล้านราย มูลหนี้รวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท มีลูกหนี้ผ่านการพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กว่า 5.72 แสนราย มูลหนี้ 5.67 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยให้กู้สูงสุด 2 แสนบาทต่อราย
ความเละเทะจากนโยบายทั้งสองโครงการเบื้องต้น คาดว่าจะทำให้เกิดหนี้เสียเป็นภาระกับสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 30%
หนี้บาน โครงการตระกูลเอื้อ
เมื่อคนไม่มีหนี้แล้ว ก็ต้องสนับสนุนให้มีรถ มีบ้าน นโยบายหาเสียงยอดฮิต บ้านเอื้ออาทร รถแท็กซี่เอื้ออาทร จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการสุดฮิตยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ บ้านเอื้ออาทรนับเป็นต้นแบบประชานิยมสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของคนมีรายได้น้อยในราคา 3.9 แสนบาทต่อหน่วย จากราคาจริงอยู่ที่ 4.7 แสนบาท ส่วนต่างอีก 8 หมื่นบาท รัฐจ่ายให้กับผู้รับเหมาเอง เป้าหมาย 6 แสนหน่วยทั่วประเทศใน 5 ปี แต่เริ่มโครงการได้ไม่นานก็มีกลิ่นทุจริต สร้างความต้องการเทียม จนหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ การเคหะแห่งชาติ หนี้สินท่วมกว่า 8 หมื่นล้านบาท เกือบล้มละลาย
ดังนั้น ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงมีมติ ครม. ลดโครงการจาก 6 แสนหน่วย เหลือเพียง 3 แสนหน่วย มายุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีมติปรับลดอีก 7 หมื่นหน่วย เหลือเพียง 281,556 หน่วยเท่านั้น
สำหรับโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ก็สร้างหนี้ให้กับเอสเอ็มอีแบงก์ แต่น้อยกว่าโครงการบ้านเอื้ออาทร
ใครเข้มแข็ง-ชุมชนพอเพียง
นโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุคนายอภิสิทธิ์ แม้จะไม่ล้มเหลวทั้งหมด แต่ก็เกิดรอยด่างฉาวโฉ่ขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขในช่วงแรก เพราะมีการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่แพงเกินจริง ส่งผลให้นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข (ในขณะนั้น) ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมี นพ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน และผลการสอบสวนที่ออกมาพบความไม่ชอบมาพากลทำให้นายวิทยาต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้ากระทรวงในช่วงท้ายปี 2552
โครงการชุมชนพอเพียงของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แม้จะเรียกว่าล้มเหลวไม่ได้ แต่ก็เกิดความบกพร่องในการบริหารจัดการ ทำให้เกิดเรื่องฉาวโฉ่ขึ้น ส่งผลให้ระดับเจ้าหน้าที่และนักการเมืองท้องถิ่นต้องถูกไล่ออก รวมถึงนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ต้องลาออกไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน ปัจจุบันโครงการนี้ยังเดินหน้าต่อ แต่ไม่หวือหวาเหมือนช่วงเริ่มโครงการ
กว่าจะสมาร์ตการ์ดเป็นปี
บัตรสมาร์ตการ์ด หรือบัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตามแนวคิดบัตรเดียวใช้แทนบัตรทุกใบที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น บัตรประจำตัวผู้ป่วย ใบอนุญาตขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ บัตรประกันสังคม หนังสือเดินทาง รวมทั้งบัตรเครดิต โครงการนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 2547 วงเงินสูงถึง 7,910 ล้านบาท เพื่อผลิตและบริหารบัตร 64 ล้านใบ ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้จัดซื้อบัตร
โครงการนี้ผ่านมือรัฐมนตรีหลายคน ในที่สุดเมื่อเกิดความไม่โปร่งใส ทำให้บัตรขาดแคลน ชาวบ้านไม่มีบัตรประชาชนใช้ ต้องใช้บัตรเหลือง ผ่านมาเป็นปีถึงเพิ่งได้สมาร์ตการ์ด
รวมมิตรนโยบาย หลอกเกษตรกร
พรรคภูมิใจไทย โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีโลกลืม เสนอโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ระยะที่ 3 จำนวน 8 แสนไร่ทั่วประเทศ วงเงิน 4,000 ล้านบาท เริ่มปี 2553-2555 ราคากล้ายางที่ 18 บาทต่อต้น แต่ทำไม่ทันต้องเลื่อนเป็นปี 25542556 ปัจจุบันกล้ายางในโครงการปีแรก 2 แสนไร่ ยังไม่ถึงมือเกษตรกรแม้แต่รายเดียว เพราะไม่มีเอกชนเสนอขายกล้ายาง 18 บาท เนื่องจากราคาในตลาดปาเข้าไป 50-70 บาทต่อต้น ประมูลกล้ายาง 2 รอบ ล้มไม่เป็นท่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีโครงการเกี่ยวกับยางที่ส่อทุจริต แต่สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดได้
โครงการโคล้านตัว ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการป๊อปปูลาร์ในเหล่าบรรดาโครงการประชานิยมที่พรรคไทยรักไทยใช้ในการหาเสียง โดยเริ่มจากโครงการโคล้านตัว แต่พอเอาเข้าจริงจะให้เลี้ยงครอบครัวละตัวก็กลัวว่าไม่มีใครอยากได้ เลยขยายเป็นโครงการโคล้านครอบครัว โดยมีเป้าหมายจัดหาโคให้เกษตรกรไปเลี้ยง ครอบครัวละ 2 ตัว จึงกลายเป็นโค 2 ล้านตัว และมีการขยายเป้าหมายจะแจกเป็นครอบครัวละ 5 ตัว เริ่มโครงการในช่วงปี 2549
แต่ก็ล้มไม่เป็นท่าตั้งแต่เริ่มแจกลูกวัว เพราะพอเอาเข้าจริงกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ไม่สามารถหาลูกวัวจำนวน 2 ล้านตัวได้ เพราะเจอพ่อค้าหัวใสกว้านซื้อวัวเพื่อปั่นราคา ขณะในพื้นที่มี สส.ไปปั่นหัวชาวบ้านว่า “หลวงแจกวัวฟรี” ให้เอาไปเลี้ยงเลยไม่ต้องใช้หนี้เดี๋ยวรัฐบาลก็ยกหนี้ให้ ในที่สุดรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จึงยุบเลิกโครงการ ใช้งบจัดหาโคเนื้อกว่า 2.16 หมื่นตัว เป็นเงิน 229 ล้านบาท
นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้มีโครงการวัวพลาสติกที่ผ่านมือหลายรัฐบาล ส่งต่อกันมาหลายพรรคการเมือง โดยโครงการดังกล่าวส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงวัวพันธุ์คุณภาพขายเนื้อคุณภาพดี แต่วัวที่แจกไปให้เกษตรกรเลี้ยง เป็นวัวที่เป็นหมัน ไม่สามารถออกลูกได้ เกษตรกรเลี้ยงมาเลี้ยงไปจนวัวตาย ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ จึงรู้ว่าโดนหลอกให้เลี้ยงวัวพลาสติกที่ขยายพันธุ์ไม่ได้







