
โลกจับตา ยิ่งลักษณ์ ยิ่งแรง..!
ไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า ณ วินาทีนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.
ไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า ณ วินาทีนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า ณ วินาทีนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. กำลังได้รับการจับตาอย่างไม่กะพริบจากทั่วโลก
...เพราะจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากเมืองไทยผ่านความร้อนแรงทางการเมือง ผ่านช่วงวิกฤตเผาบ้านเผาเมืองมาแล้วถึง 2 ครั้งซ้อน
...เพราะจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่การขึ้นสู่ขั้วอำนาจของพรรคใด คนใด ก็ตาม นั่นย่อมหมายถึงการกำหนดชี้ชะตาของชาติครั้งสำคัญในยามที่ประเทศไทยเดินมาถึงทางแพร่งที่ไม่ใช่แค่ทางแยก
...เพราะอาจจะเป็นคำตอบถึงอนาคตของอดีตนายกรัฐมนตรีพลัดถิ่นของไทย อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สหรัฐอเมริกา มหามิตรอันยาวนานของไทย ที่ในช่วงเวลาปกติที่มักจะแสดงท่าทีเป็นกลางต่อสถานการณ์อันวุ่นวายในเมืองไทย ก็ยังถึงขนาดกับประกาศลั่นกันทีเดียวว่า การเลือกตั้ง 3 ก.ค.นี้ จะมีผลอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐ
อย่างที่ เคิร์ต แคมป์เบล รัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศสหรัฐ ย้ำชัดๆ จากกรุงวอชิงตันว่า
“ถือเป็นช่วงเวลาอันซับซ้อน สำหรับไทยแลนด์อย่างยิ่ง”
แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชนโลกต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่นอกเหนือจากการติดตามอย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนไหวของเจ้าของเก้าอี้เก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว
ก็ต้องยอมรับกันว่า ในฐานะตัวเก็งจากผลโพลเกือบทุกสำนักในประเทศไทยนั้น พรรคเพื่อไทย และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังได้รับการจับตามากยิ่งกว่า และสามารถช่วงชิงพื้นที่ข่าวต่างชาติได้มากกว่าเจ้าของเก้าอี้เดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์และนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ อย่างไม่น่าสงสัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการเจาะจงไปที่ตัวบุคคลอย่าง ยิ่งลักษณ์ นั้นที่กำลังมาแรงดีวันดีคืน ยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้ง ก็ยังได้รับการจับตาแบบถี่ยิบไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบ
ว่าเธออาจจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองของไทยที่อาจจะได้ผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์
ว่าน้องสาวของอดีตนายกฯ ไทยพลัดถิ่นผู้นี้จะสามารถ “เป็นตัวของตัวเอง” ได้มากแค่ไหน หรือว่าจะเป็นเพียง นอมินี ของพี่ชายที่ต้องโทษการเมืองเท่านั้น
และสุดท้ายว่า น้องสาวคนนี้จะช่วยพี่ชายที่ดูไบกลับบ้านเกิดหรือไม่
ร้อนแรงขนาดที่ต่างชาติได้พากันรายงานวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยราวกับในฐานะเป็นว่าที่นโยบายจริงของรัฐบาลชุดใหม่ของไทยกันแล้วทีเดียว
อย่างบลูมเบิร์ก ซึ่งถือเป็นสำนักข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รายงานติดต่อกันหลายครั้งถึงนโยบายของเพื่อไทย
เช่น นโยบายประกันราคาจำนำข้าวเปลือกที่ 1.5 หมื่นบาท/ตัน ที่ถูกมองว่าจะเป็นนโยบายที่ซ้ำเติมวิกฤตราคาอาหารโลก ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตราคาอาหารแพง และวิกฤตเงินเฟ้อที่ลุกลามไปทั่วหย่อมหญ้า
บลูมเบิร์ก มองว่า ในครั้งอดีตรัฐบาลชุดนอมินีทักษิณเมื่อช่วงปี 2551 รัฐบาลชุดดังกล่าวเคยรับซื้อข้าวที่ 1.7 หมื่นบาทต่อตัน มาแล้วส่งผลให้ราคาข้าวส่งออกของไทยพุ่งทะลุเพดานที่ 1,038 เหรียญสหรัฐ
แน่นอน ความหวาดผวาได้กลับมาอีกครั้ง เพราะนโยบายรับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ของเพื่อไทยจะยิ่งทำให้ราคาข้าวของไทยแพงขึ้นอย่างไม่น่าสงสัย และส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวโลก
“หากใช้มาตรการนี้จริง ราคาในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าว 1 ใน 3 ของทั้งหมดในตลาดโลก เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้” มามาดู คิสส์ ซีอีโอของบริษัทโบรกเกอร์ แฮร์เมส อินเวสต์เมนต์ ในสิงคโปร์ กล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายปล่อยเสรีราคาสินค้าของเพื่อไทยยังกลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ เวิลด์” ไปเช่นกัน ที่ยิ่งลักษณ์ส่งสัญญาณยกเลิกการอุดหนุนราคา จะปล่อยให้ราคาสินค้าในประเทศปรับขึ้นอย่างเสรีตามกลไกตลาด ซึ่งต่างชาติกำลังมองว่า จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมกับปัญหาวิกฤตเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 32 เดือน ณ เวลานี้
ฮิเดกิ ฮายาชิ นักเศษฐศาสตร์ประจำบริษัท มิซูโฮะ ซิเคียวริตี ในกรุงโตเกียว แสดงทัศนะว่า นโยบายดังกล่าวไม่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงสำหรับเมืองไทย ณ เวลานี้
“ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปได้จริงที่จะเลิกการอุดหนุนราคาในประเทศไทย เพราะด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่จะให้ประเทศเดินต่อไปได้นั้น คนยากจนจะต้องมีเงินพอซื้อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ในราคาถูกได้ต่อไป” ฮายาชิ กล่าว
และเมื่อพูดถึงการเมืองไทย ก็จะเว้นไม่กล่าวถึงนโยบายประชานิยมไม่ได้
โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่การหว่านนโยบายประชานิยมดูจะโดดเด่นมากที่สุด โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ที่กำลังถูกมองด้วยความเป็นห่วงจากประชาคมโลก
อย่างที่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้แสดงความวิตกว่านโยบายประชานิยมจะยิ่งทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และกระทบเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย
ฮานส์ ทิมเมอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายทิศทางการพัฒนาของธนาคารโลก กล่าวว่า การที่พรรคการเมืองหาเสียงด้วยการสัญญาว่า จะให้และทุ่มเงินเพื่อหวังผลระยะสั้น ไม่ถือเป็นผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่มีปัญหาหนี้สาธารณะหรือวิกฤตทางการคลัง แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เติบโตยั่งยืนต้องมีพื้นที่เหลือเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในอนาคต และสำรองไว้หากเกิดภาวะวิกฤตด้วย
“ดังนั้น ควรจะเรียนรู้จากบทเรียนในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา เพราะประเทศที่มีการดำเนินเศรษฐกิจมหภาคแบบรอบคอบ รัดกุม จะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่า” ทิมเมอร์ ย้ำ
ไม่ว่าจะด้วยความวิตกกังวล เป็นห่วง ความสงสัย ความชอบ หรือความเกลียด ในพรรคเพื่อไทยและตัวยิ่งลักษณ์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องยอมรับกันว่า เป็นข้อเท็จจริงในวันนี้ ที่ความเคลื่อนไหวของเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์ สามารถเรียกความสนใจจากต่างชาติได้ล้นหลาม
แม้กระทั่งจากข้อมูลล่าสุด ที่ได้รับการแฉจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ที่บอกว่า อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย อิริค จอห์น ถึงกับเคยรายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2552 ว่ายิ่งลักษณ์เป็น “อนาคตที่เจิดจรัส”
ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นยิ่งลักษณ์ยังไม่ปรากฏกายสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มที่ และยังไม่มีตำแหน่งใดๆ ในพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ
“ยิ่งลักษณ์เป็นคนที่พูดจาด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งต่อแผนปฏิบัติงาน กลยุทธ์ และการวางเป้าหมายของพรรค” อิริค จอห์น กล่าว
และแม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เองที่กำลังอยู่ในสถานะของผู้ถูกท้าทาย ก็ต้องยอมรับถึงความร้อนแรงของคู่ต่อกรรายนี้ ดังที่บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า
“ยิ่งลักษณ์เป็นคนใหม่ที่โผล่ขึ้นบนเวทีนี้ ซึ่งมักจะเรียกเสียงได้ และสื่อมวลชนก็มักจะตอบรับกับคนหน้าใหม่ๆ ได้ดีเสียด้วย”







