
ชะตากรรมเมืองไทย กับผู้ลี้ภัย ‘อะห์มาดียะ’
เมืองไทยกำลังกลายเป็นฐานสำคัญของผู้อพยพหลากเชื้อชาติ
เมืองไทยกำลังกลายเป็นฐานสำคัญของผู้อพยพหลากเชื้อชาติ
โดย...วัสยศ งามขำ
เมืองไทยกำลังกลายเป็นฐานสำคัญของผู้อพยพหลากเชื้อชาติ ไม่ใช่เพียงปัญหาชาวเกาหลีเหนือที่พุ่งเข้ามายังเมืองไทย เพื่อขอลี้ภัยไปยังดินแดนโสมขาวเท่านั้น ล่าสุดอิสลามต่างนิกายชนกลุ่มน้อยชาวปากีสถาน ก็ดอดเข้าไทยเป็นว่าเล่น เพื่อยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยไปโลกใหม่ที่ดีกว่า และหลากหลายปัญหาเหล่านี้เองที่ทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ต้องปวดขมับเพราะ คนต่างด้าวเหล่านี้มักอ้างสิทธิมนุษยชนมาเป็นเกราะกำบัง
หากพิจารณาแล้วไม่แปลกเลยที่คนต่างด้าวหลากเชื้อชาติพุ่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อหาช่องทางไปสู่โลกใหม่ที่ดีกว่า นั่นเป็นเพราะกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งขององค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้คนต่างด้าวเหล่านี้ต้องทำทุกวิถีทางไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมาย เล็ดลอดเข้ามาพำนักเพื่อยื่นหนังสือขอเป็นผู้ลี้ภัยและรอเวลาการอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม หากการเข้ามาอยู่ในเมืองไทยอย่างผิดกฎหมาย ตำรวจก็จำเป็นต้องแกะรอยเพื่อรวบตัว เพราะนั่นหมายถึงปัญหาความมั่นคง และอาชญากรรมที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง
การเข้ามาในกรุงเทพฯ ของชนกลุ่มน้อยชาวปากีสถานที่เรียกว่า “อะห์มาดียะ” (Ahmadiyya) ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายอะห์มาดี (Ahmadia) ว่ากันไปแล้วยังไม่พบว่ามีการเข้ามาก่ออาชญากรรม หรือสร้างปัญหาให้กับสังคมเมืองหลวงมากนัก แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นคือความหวาดระแวงของคนไทยทั่วไปที่อาศัยอยู่ร่วมกับชาวต่างด้าวเหล่านี้
เนื่องจากการรวมตัวกันของชาวอะห์มาดียะนั้นมิใช่แค่คนสองคน แต่แฝงตัวอยู่รวมกันนับร้อย นั่นจึงเป็นที่มาของการปฏิบัติการเข้าจับกุมของตำรวจ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านราวปลายปี
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ปีที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดฉากให้เห็นว่ามีชาวปากีสถาน อะห์มาดียะ แฝงตัวอยู่ในกรุงเทพฯ กลุ่มก้อนหนึ่ง หลังจากตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (บก.สส.สตม.) บุกเข้าจู่โจมจับกุมตัว 96 อะห์มาดียะได้ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ในสองฐานความผิดหลักคือเป็นคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง
ทั้งหมดจึงถูกนำส่งศาล กระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยสั่งปรับ และจำคุกแต่รอลงอาญา ทั้งหมดจึงถูกนำตัวมายังห้องกัก ตม. เพื่อรอการส่งตัวออกนอกประเทศ แต่ทั้งหมดพยายามอ้างสิทธิถึงการลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 ภายใต้การช่วยเหลือขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ระบุว่า อะห์มาดียะ เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาอิสลามที่ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมส่วนใหญ่
จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาระหว่างชาวมุสลิมที่เคร่งศาสนากับมุสลิมอะห์มาดี กระทั่งมีการเข่นฆ่ากันในหลายประเทศ ชาวมุสลิมอะห์มาดีในประเทศต่างๆ จึงได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ UNHCR ให้ความคุ้มครอง
พ.ต.ท.พงษ์นคร นครสันติภาพ รองผู้กำกับการ บก.สส.สตม. บอกว่า อะห์มาดียะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีหนังสือเดินทาง แต่อยู่ในเมืองไทยเกินกำหนด 90 วัน ตามที่ได้รับอนุญาต แม้จะยังไม่พบว่าเข้ามาสร้างปัญหาอาชญากรรมในบ้านเรา แต่การเข้ามาอยู่อย่างผิดกฎหมายโดยไม่ได้ขออนุญาตอยู่ต่อถือเป็นความผิด ที่สำคัญสร้างความหวาดระแวงให้กับชาวบ้านในชุมชนอย่างมาก
ทั้งนี้ อะห์มาดียะส่วนใหญ่มีฐานะดี และต้องการที่จะลี้ภัยไปยังทวีปอเมริกาและยุโรป แต่ระหว่างรออนุมัติจาก UNHCR ทำให้การอยู่ในเมืองไทยสิ้นสุดลงจึงต้องจับกุมเพราะผิดกฎหมายไทย คนพวกนี้ต่างจากเกาหลีเหนือที่ต้องการลี้ภัยไปเกาหลีใต้ แต่เมื่อถูกจับกุมแล้วจะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตเกาหลีใต้เข้ามาติดต่อทันที พร้อมกับรับผิดชอบเรื่องการเดินทางตามนโยบายของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ จึงนับว่ามีปัญหาน้อยกว่าอะห์มาดียะ ที่ต้องหลบซ่อนอยู่เพื่อรอสถานการณ์เป็นผู้ลี้ภัย
“เท่าที่สอบสวนอะห์มาดียะไม่น่าจะเกี่ยวกับขบวนการอาชญากรรม หรือก่อการร้าย และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ เพราะไม่พบว่ามีการหลอกลวง แต่ทุกคนสมัครใจเดินทางเข้ามาในไทยเอง แต่หากปล่อยไว้ไม่จับกุมขบวนการพวกนี้อาจจะหลบหนีเข้าเมืองไทยมากขึ้น นั่นอาจจะทำให้เกิดอาชญากรรม หรือขบวนการค้ามนุษย์ขึ้นได้” พ.ต.ท.พงษ์นคร กล่าวและย้ำถึงนโยบายเพื่อสิทธิมนุษยชน พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ก็ได้มีนโยบายให้ประกันตัวอะห์มาดียะทั้งหมด 96 คน ตามที่องค์กรเอกชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล (Thai Committee for Refugees Foundation : TCR) โดยการประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มายื่นคำร้องขอประกันตัวชาวอะห์มาดียะทั้ง 96 คน ใช้หลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองเงินฝากจำนวน 4.8 ล้านบาทมายื่น ซึ่ง พล.ต.ท.วิบูลย์ ก็ได้อนุมัติประกันตัวไปภายใต้เงื่อนไขว่า จะต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน จนกว่าจะได้รับสิทธิการเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ระหว่างนี้ทางมูลนิธิได้จัดสถานที่ให้อยู่อาศัย พร้อมกับฝึกอาชีพให้
สำหรับนโยบายของ สตม. มีนโยบาย NonRefoulement นั่นคือหากผลักดันคนต่างด้าวออกนอกประเทศจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวก่อนว่าจะเดินทางไปที่ไหน ในกรณีนี้ สตม. จึงต้องสอบถามชาวอะห์มาดียะก่อน ซึ่งทั้งหมดก็ยืนยันว่า ไม่อยากกลับไปปากีสถาน เพราะมีปัญหาทางด้านการเมืองและศาสนา ทั้งหมดจึงต้องรอการอนุมัติจาก UNHCR
สำหรับกรณีที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนมาประกันตัวออกไปทั้งหมดถือเป็นเรื่องดี เพราะ สตม. จะได้ลดภาระเลี้ยงดูคนต่างด้าว เพราะในห้องกักของ สตม.ก็มีคนต่างด้าวมากอยู่แล้ว







