posttoday
เรื่องพรรคการเมืองกับคำว่าสอนมาตราฐานอำมาตย์กับไพร่ กับการปรองดอง

เรื่องพรรคการเมืองกับคำว่าสอนมาตราฐานอำมาตย์กับไพร่ กับการปรองดอง

02 มิถุนายน 2554

คงเป็นที่ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้

คงเป็นที่ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้

โดย..ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

กำลังเกิดขึ้นในภาวะความขัดแย้งทางความคิดของสังคมไทยที่หยั่งรากลึกลงไปทุกหย่อมหญ้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความแตกแยกทางความคิดนี้เป็นความแตกแยกที่เกิดจากคำพูดเพียงไม่กี่คำ คือคำว่า “สองมาตรฐาน” และคำว่า “อำมาตย์กับไพร่”

วิวัฒนาการของคำว่า “สองมาตรฐาน” น่าจะเกิดขึ้นจากที่กลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการแก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายตนโดยรัฐบาลไม่มีความเป็นธรรม เช่นการเลือกปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ในวิธีการสลายการชุมนุม หรือการกล่าวหาและการดำเนินคดีของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีมาตรฐานต่างกันทั้งๆ ที่พฤติกรรมของกลุ่มการเมืองต่างๆ มีสภาพที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันในการปฏิบัติต่อกลุ่มการเมืองเหล่านี้ได้ขยายไปถึงความรู้สึกของผู้ที่ถูกปลุกเร้าในระหว่างการชุมนุมทางการเมืองโดยมีการชักชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมคำนึงถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจและสังคมโดยส่วนรวมไปด้วย คนที่เข้าไปร่วมกระบวนการทางการเมืองเริ่มมองเห็นว่าเรื่อง “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างนักการเมืองหรือระหว่างกลุ่มการเมืองเท่านั้น แต่กลายเป็นปัญหา “ใกล้ตัว” ของผู้ที่ไปร่วมกระบวนการทางการเมืองไม่ว่าจากการไปฟังคำปราศรัยของกลุ่มต่างๆ โดยตรง การดูโทรทัศน์และฟังจากวิทยุ ทั้งกระแสหลักและวิทยุชุมชน การพูดปากต่อปาก หรือการพูดคุยกันโดยอาศัยสื่อทางสังคม (Social Media) และการประโคมข่าวของสื่อมวลชนในช่วงที่มีการต่อสู้ของกลุ่มการเมือง

และในช่วงดังกล่าวนี้เองที่คำว่า “อำมาตย์กับไพร่” ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง (ที่ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพราะเป็นคำที่เคยใช้กันในอดีตแล้วหยุดใช้ไปพักหนึ่งแล้ว) ซึ่งโดยเนื้อความของคำนี้แท้ๆ ไม่มีใครสามารถจะล่วงรู้ได้ว่าผู้ใช้มีความหมายขนาดไหน จะหมายความถึงการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้น ซึ่งเป็นวิธีการของนักการเมืองฝ่ายซ้ายเพื่อปลุกระดมมวลชนให้ลุกขึ้นมาล้มระบบการปกครองที่มีอยู่ ซึ่งเป็นแนวความคิดสุดโต่งที่ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีตเคยใช้อยู่ หรือเป็นเพียง “คำแรง” ที่ใช้สำหรับให้ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคมที่ยากลำบาก แยกตัวเองเป็นพวกกลุ่มไพร่ที่ถูกกดขี่ ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามแยกคนที่มีอันจะกิน พ่อค้ารายใหญ่ ข้าราชการระดับสูง ออกไปเป็นพวกอำมาตย์ (ไม่มีใครอยากจะถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มอำมาตย์) ที่แน่ๆ ก็คือความแตกแยกของสังคมไทยเพิ่มขึ้น แต่ก็น่าแปลกทั้งๆ ที่ทุกพรรคการเมืองรู้ปัญหานี้แต่จนบัดนี้ใกล้จะเลือกตั้งอยู่แล้วก็ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหน ไม่ว่าจะเป็นเหลือง แดง ฟ้า เขียว ขาว ส้ม ฯลฯ ออกมาพูดกันให้ชัดๆ ว่าจะแก้ปัญหา สองมาตรฐาน หรืออำมาตย์กับไพร่ อย่างไร

ที่ได้ยินเสมออีกคำหนึ่งก็คือ “ปรองดอง” ซึ่งใช้กันมาตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยมีปัญหาในทางการเมืองแต่เราก็ไม่เคยปรองดองกันได้ ไม่เคยเห็นทางเดิน (Road Map) ในการเข้าไปถึงสภาพปรองดองในทางการเมือง ที่เป็นรูปธรรมและในการแก้ปัญหาโดยการปรองดองนั้น แม้โดยสภาพจะเป็นเรื่องการเมืองแต่ก็มีความเกี่ยวพันกับปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆ และปัญหาทางสังคมอย่างแยกไม่ออก จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก รัฐบาลก็คงจะพยายามอยู่บ้าง เพราะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อทำเรื่องปรองดองโดยเฉพาะ แต่ผมคิดว่ารัฐบาลทำไม่พอ และก็ไม่แน่ใจว่านักการเมืองคิดจะแก้กันจริงๆ จังๆ โดยสันติวิธีหรือไม่ และที่สำคัญก็คือเมื่อเลือกตั้งแล้วมีรัฐบาลใหม่แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป

ต้องยอมรับว่าเมืองไทยมีสองมาตรฐานนอกจากเรื่องการเมือง การปกครองแล้ว ที่แน่ชัดก็คือ มาตรฐานทางเศรษฐกิจ ยิ่งถ้ามีปัญหาซ้ำซ้อน เรื่องน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง ปัญหาการกระจายรายได้และค่าครองชีพจะทวีความรุนแรงขึ้นคนจนก็จะยังลำบาก คนระดับกลางเป็นจำนวนมากถูกผลักให้ไปอยู่ในกลุ่มคนจนใหม่ คนมีรายได้น้อยก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสลืมตาอ้าปาก (นอกจากบางพวกที่อ้างความยากจนแล้วทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกกฎหมาย ได้เงินมาก แล้วก็ไม่ค่อยจะยอมเสียภาษี) นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาทางสังคมไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา และการบริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการของผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ความเสื่อมของระบบคุณธรรมและจริยธรรม การทุจริต การเข้าถึงระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันเหล่านี้ รอรัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาทั้งสิ้น แต่คำตอบจากการหาเสียงและนโยบายพรรคการเมืองปัจจุบันมีแต่ความว่างเปล่า นอกจากคำสัญญาที่จะให้ ให้ และให้ ในรูปของการลงทุนและการแจกเงินหรือสิ่งของในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง แต่อะไรเล่าที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาพื้นฐานทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดการปรองดองอย่างไรไม่มีใครพูด

เรื่องสร้างโน่นสร้างนี่ ผมก็เห็นด้วยหรอก แต่การลงทุนที่แล้วๆ มา ก็มาจากภาษีของเราไม่ใช่หรือ ถ้าใช้ภาษีอย่างเดียวใครๆ ก็คิดออกไม่มีเงินก็เก็บภาษีหรือใช้เงินล่วงหน้า ขอพูดหน่อยเถิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะให้เอกชนมาลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (ถนนหนทาง ระบบโทรคมนาคม โลจิสติกส์) ให้มากขึ้น หรืออาจมีหุ้นส่วนกับประเทศที่เขามีทุน ประเทศที่เขามีเทคโนโลยีก็ได้ ควรใช้เงินภาษีไปในเรื่องพื้นฐานเพื่อการปรองดองให้ได้และเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมให้มาก ที่สำคัญก็คืออย่าเอาเงินในอนาคตไปใช้มากนัก เราไม่ใช่อเมริกา เอะอะก็พิมพ์แบงก์ใช้หนี้ (เอาไว้ให้เราเป็นมหาอำนาจก่อนค่อยพิมพ์แบงก์มั่ง) และที่สำคัญที่สุดถ้าจะลงทุนอะไรก็ตามต้องมีนโยบายแน่นอนเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต เพราะการทุจริตก็คือบ่อเกิดปัญหาสองมาตรฐานและอำมาตย์กับไพร่ที่สำคัญ

ผมคิดว่าอาจยังไม่สาย ถ้าเราจะลบภาพสองมาตรฐาน อำมาตย์กับไพร่และสร้างความปรองดองกัน เพราะผมยังไม่เห็นการกดขี่หรือการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นที่ชัดเจนในประเทศของเรา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ คนไทยยังพูดกันเข้าใจได้ ยังมีความอารีต่อกัน พอมีเหตุผลบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนขี้รำคาญ ลืมง่าย เห็นแก่พรรคพวก ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ยังเชื่อในหลักการประชาธิปไตย และยังรักขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของเรา รักระบบคุณค่าของคนไทยไม่อยากเห็นความแตกแยกในสังคมไทย ลองคิดดูว่า

1.จะออกแบบกระบวนการและทางเดิน (Road Map) ในทางการเมืองการปกครอง ที่ลดความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง การปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น การทำความเข้าใจกับการปกครองและการเลือกตั้ง อย่างไร ทั้งนี้ การออกแบบต้องอยู่ในบริบทที่เหมาะสมกับสังคมไทย เช่น ความพอเพียง ระบบคุณค่า วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของเรา

2.ลู่ทางที่จะเดินไปสู่นิติรัฐ การรักษากฎหมาย การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างถ้วนหน้า

3.จะสร้างโอกาสในทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับคนไทยอย่างทั่วถึงได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการศึกษา อาชีพ การบริการทางสาธารณสุข และการบริการทางสังคมอื่นๆ

4.เสนอวิธีการแก้ปัญหาและสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การเข้าถึงการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาคนกับป่า ทรัพยากรน้ำ ฯลฯ

5.การให้คนในสังคมมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชันทุกระดับ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

คิดเร็วๆ นะครับ เดี๋ยวจะสายเกินไปที่จะแก้ปัญหาสองมาตรฐาน อำมาตย์กับไพร่และสร้างความปรองดองให้ได้ ถ้าคิดออก พูดมาให้เข้าใจ รับรองได้คะแนนเสียงจากผม 1 คะแนนแน่นอน!!!!!!!! 
 

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้