
ภท.ขอเกาะเพื่อไทยแค่กลยุทธ์เอาตัวรอดในพื้นที่
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต เพราะได้ประกาศเสมือนหนึ่งพร้อมเป็นอะไหล่รัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย....
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต เพราะได้ประกาศเสมือนหนึ่งพร้อมเป็นอะไหล่รัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กําลังเป็นกระแสและเป็นที่จับตามองของสังคมกันพอสมควรสำหรับการจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต เพราะได้ประกาศเสมือนหนึ่งพร้อมเป็นอะไหล่รัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทยหากพรรคนี้ได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองพรรคต่างแสดงอาการผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันมาก่อนหน้านี้อย่างรุนแรง จนไม่มีใครเชื่อว่าทั้งสองพรรคจะกลับมาร่วมงานกันได้อีก
“พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าหลังจากสิ้นสุดการเลือกตั้งพรรคจะขอร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตามที่จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และไม่สนใจว่าวันข้างหน้าใครจะเป็นนายกฯ แต่ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยจะต้องเป็นผู้ร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น”
เป็นท่าทีแข็งกร้าวออกมาจาก “โสภณ ซารัมย์” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนึ่งในคนสนิท “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคคนสำคัญ ไม่เพียงเท่านี้ยังสำทับด้วยท่าทีของแกนนำคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” และ “ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” ต่างแสดงความเห็นในทางเดียวกัน ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธที่จะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยแบบลืมไปเลยว่าในอดีตเคยทำอะไรต่อกันมาบ้าง
ภายหลังหัวขบวนพรรคเริ่มส่ายบรรดาลูกพรรคก็ต้องออกสนองนายเช่นกัน เพื่อนำสารไปสื่อคนในพื้นที่ให้เข้าใจก่อนล่วงหน้า เผื่อมีความจำเป็นที่ต้องร่วมหอลงโรงกับพรรคเพื่อไทยขึ้นมาจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดระหว่างประชาชนในพื้นที่กับ สส.อย่างเช่นในกรณีของภิรมย์ พลวิเศษ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 5 พรรคภูมิใจไทย
“พี่น้องประชาชนซาวเสียงแล้วและเป็นฉันทามติว่า อยากให้ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ก็จะเอามติพี่น้องประชาชนในเขต 5 เขต 6 ไปบอกกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยว่า ให้เปลี่ยนขั้วจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะดีกว่า เพราะว่าพี่น้องประชาชนเขาอยากให้พรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล วันนี้พวกเราพร้อมที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย 99.99%”
ขณะที่กลับมาดูท่าทีของพรรคเพื่อไทยในส่วนหัวขบวนอย่าง “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่ได้ออกอาการกับท่าทีของภูมิใจไทยมากนัก เพียงแต่ตอบแบบอ้อมๆ ว่า หลังเลือกตั้งค่อยมาคุยกัน แต่พร้อมร่วมงานกับทุกพรรค สวนทางกับท่าทีในการปฏิเสธสิ้นเชิงจาก “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติว่า “เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ และขอรับประกันกับประชาชนว่า เพื่อไทยไม่มีทางร่วมงานกับภูมิใจไทยอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนสบายใจได้”
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ต่อการจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลของสองพรรคถือว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก ด้านหนึ่งเป็นเพราะการห้ำหั่นของสองพรรคในอดีตมันยากต่อการทำงานร่วมได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ครั้งหนึ่งภูมิใจไทยกล่าวหาว่า เพื่อไทยมีส่วนสำคัญให้คนเสื้อแดงกระทำการพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเพื่อไทยเคยระบุว่า ภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลังของการขนคนมาสร้างสถานการณ์การเมืองจนคนเสื้อแดงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบระหว่างการชุมนุม
ที่สำคัญ “เนวิน” คือ คนทรยศในสายตา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากเป็นคนหันหลังให้เพื่อไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาล ด้วยเหตุผลเหล่านี้หากเพื่อไทยอ้าแขนรับภูมิใจไทยดูจะเป็นการดูถูกมิตรรักแฟนเพลงของพรรคเพื่อไทยจนเกินไป ทำให้ความเป็นไปได้ของทฤษฎีน้อยลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุมของภูมิใจไทยแล้วคงไม่ต้องถือการปฏิเสธของพรรคเพื่อไทยมาเป็นสาระมากนัก เพราะการจะได้หรือไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลยังเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป พูดกันหลังวันที่ 3 ก.ค. ก็ยังไม่สาย และที่สำคัญการมีสถานะเป็นพันธมิตรพรรคชาติไทยพัฒนาแบบเหนียวแน่น เป็นการันตีการเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ต้องสนใจเรื่องนี้มากนัก
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดเฉพาะหน้า ณ ตอนนี้ของพรรค คือ การหาเสียงเลือกตั้ง
ปรากฏว่าหลังจากผ่านมาสองสัปดาห์กระแสของพรรคยังไม่กระเตื้องมากนัก สร้างความลำบากให้กับผู้สมัครเป็นอย่างมาก ประกอบกับพื้นที่การเมืองของพรรคอยู่ในอีสาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพื้นที่|สีแดงทำให้หาเสียงค่อนข้างยากมาก
จากตรรกะนี้อย่าได้แปลกกับท่าทีที่ออกมาของ “ภิรมย์ พลวิเศษ” ถึงความปรารถนาจะร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย เพราะต้องการลดแรงปะทะกับคนเสื้อแดงในภาคอีสานและเพื่อประโยชน์ต่อการกวาดคะแนนให้กับพรรคซึ่งเสมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่า|ภูมิใจไทยและเพื่อไทยไม่ได้เป็นศัตรูกัน
ถ้าภูมิใจไทยไม่เริ่มปรับท่าทีและความแข็งกร้าวที่มีต่อเพื่อไทยลงมาบ้างภาระจะไปตกกับผู้สมัครและจะมีผลจำนวนเก้าอี้โดยรวมของพรรคด้วยที่จะเชื่อมไปถึงอำนาจต่อรองทางการเมืองหลังการเลือกตั้งหากที่สุดแล้วภูมิใจไทยได้จำนวน สส.น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งคงไม่เป็นสิ่งเนวิน ชิดชอบ อยากจะเห็นแน่นอน
เพราะฉะนั้น การส่งสัญญาณไปยังพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์เอาตัวรอดให้ได้รับเลือกเป็น สส.ของผู้สมัคร จากพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น และหลังเลือกตั้งทั้งพรรคภูมิใจไทย โดยนายเนวิน และพรรคเพื่อไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่มีวันจะสวมกอดกันได้ดังเดิม ต่างคนต่างยืนคนละข้าง







