posttoday
เอเชียใส่เกียร์ต่ำเบาเครื่องศก.หนีเงินเฟ้อ

เอเชียใส่เกียร์ต่ำเบาเครื่องศก.หนีเงินเฟ้อ

02 มิถุนายน 2554

แทนที่ช่วงเวลาในขณะนี้ เศรษฐกิจเอเชีย

แทนที่ช่วงเวลาในขณะนี้ เศรษฐกิจเอเชีย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ


แทนที่ช่วงเวลาในขณะนี้ เศรษฐกิจเอเชียจะสามารถประคับประคองตัวเองให้ผ่านวิกฤตในยุโรปและความซบเซาในสหรัฐได้ไม่ยาก แต่กลับกลายเป็นว่า เอเชียกำลังถลำเข้าใกล้ความตกต่ำเหมือนดังที่ประเทศตะวันตกและญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ อย่างไม่ทันตั้งตัว

เอเชียใส่เกียร์ต่ำเบาเครื่องศก.หนีเงินเฟ้อ

ช่วงปลายปีต่อต้นปีนี้ มีเพียงปัจจัยเดียวที่เอเชียวิตกอย่างยิ่ง นั่นคือ กระแสทุนไหลทะลักเข้าประเทศ ที่มากผิดปกติ จนยังผลให้ค่าเงินแข็งอย่างรวดเร็ว กระทบต่อภาคการส่งออก อันเป็นหัวใจหลักของประเทศในเอเชีย

ในเวลาต่อมากระแสทุนไหลเข้าเริ่มอ่อนแรงลง จากมาตรการควบคุมทุน และจากสัญญาณฟื้นตัวของสหรัฐ เอเชียหายกังวลไปชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะพบกับปัญหาใหม่ที่เลวร้ายกว่าที่คิด

ปัญหาที่ว่านี้ คือ เงินเฟ้อ

การเอ่ยถึงปัญหาเงินเฟ้อซ้ำๆ มีสิทธิที่จะทำให้สาธารณชนรู้สึกชินชา เพราะไม่เข้าใจว่า “เงินเฟ้อ” ส่งผลกระทบต่อตนมากเพียงใด แต่หาเปลี่ยนคำ “เงินเฟ้อ” เป็น “ข้าวยาก หมากแพง” ประชาชนคนเดินดินย่อมซาบซึ้งกับปัญหานี้มากกว่า

ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้นที่เป็นเหยื่อของเงินเฟ้อ แต่ภาคการผลิตยังไม่อาจเป็นข้อยกเว้น

ดังที่กล่าวไปว่า หัวใจหลักของเศรษฐกิจเอเชีย คือภาคส่งออก และหัวใจของภาคส่งออกคือ ภาคการผลิต หัวใจของภาคการผลิตในเอชีย คือต้นทุนต่ำ

หากเงินเฟ้อแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อใด ต้นทุนที่เคยต่ำจะสูงขึ้นในทันที ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านวัตถุ และต้นทุนด้านค่าแรง เพราะแรงงานต้องเรียกร้องค่าแรงเพิ่มขึ้น เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

ในสัปดาห์นี้ หลายประเทศในเอเชียเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิต ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะปรากฏว่า ภาคการผลิตซบเซากันถ้วนหน้า

ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของอินเดียช่วงเดือน มี.ค. ขยายตัวที่ 7.3% ซึ่งแม้จะขยายตัวอย่างเหนือความคาดหมาย สูงกว่าช่วงเดือน ก.พ. ที่ 3.65% แต่เป็นสัญญาณที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ให้เร่งขึ้นดอกเบี้ยโดยด่วน หลังจากที่เงินเฟ้อช่วงเดือน มี.ค.พุ่งขึ้น 8.98% เกินเส้นตายที่ RBI วางไว้ที่ 8%

ตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง ทำให้ RBI เบาใจได้ หากจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ผลที่ตามมาย่อมหมายถึงภาวะอ่อนแรง

ผลจากการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อทำให้ราหุล ขุลลาร์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์อินเดีย ต้องคาดการณ์เสียใหม่ว่า ตัวเลขส่งออกในปีงบประมาณนี้ จะลดลงมาอยู่ที่ 2.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าตัวเลขประเมินของ อนันท์ ศารมา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ไว้ที่ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ไม่เฉพาะแต่อินเดียเท่านั้น ดัชนี PMI ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของจีนช่วงเดือนเม.ย. ปรับลงมาจาก 52.9 จุด อยู่ที่ 52 จุดใกล้กับระดับเส้นตายที่ 50 จุด ซึ่งหากต่ำกว่านั้น จะหมายความว่า เศรษฐกิจของจีนเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างแท้จริง

ตัวเลขล่าสุดยังน่ายินดี ตรงที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ที่ก่อนหน้าคาดว่าจะปรับลงมาอยู่ที่ 51.6 จุด ทว่า จนแล้วจนรอดยังถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบ 9 เดือนอยู่ดี

เกาหลีใต้ประสบกับสถานการณ์เดียวกัน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมช่วงเดือน เม.ย. ชะงักอย่างเหนือคาดที่ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่ควรจะคึกคักกว่านี้ เนื่องจากเดือน เม.ย. เป็นช่วงเข้าฤดูใบไม้ผลิ ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่อีกครั้ง หลังจากที่ต้องเก็บตัวในช่วงฤดูหนาว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศแกนนำของเอเชียเหล่านี้ ไม่ผิดจากคาดการณ์มากนัก

ที่ไม่ผิดจากคาดการณ์ เพราะหลายประเทศในเอเชียพึ่งพาชิ้นส่วนการผลิตจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นยังไม่สามารถเดินสายการผลิตได้เต็มที่ภายหลังความเสียหายจากภัยธรรมชาติ อุตสาหกรรมในเอเชียจึงพลอยชะลอตัวตามไปด้วย

หากสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มสู่สภาพปกติ โอกาสที่เอเชียจะกลับมาคึกคัก มีอยู่สูงพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นในอัตราส่วนค่อนข้างสูง เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์

ทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่ญี่ปุ่นอย่างเต็มที่กว่าประเทศอื่นๆ ตัวเลขส่งออกช่วงเดือน เม.ย. จึงทิ้งตัวลงอย่างรุนแรง โดยสิงคโปร์ปรับลงอย่างเหนือความคาดหมายที่ 1.8% ส่วนฮ่องกงปรับเพิ่ม 4.1% แต่เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. แล้วต้องกุมขมับ เพราะช่วงเดือนนั้น ภาคส่งออกดีดขึ้นมาถึง 21.5%

สิงคโปร์กับฮ่องกงจึงจับตาความเคลื่อนไหวในญี่ปุ่นเป็นพิเศษ

ล่าสุด มีความคืบหน้าจากโตโยต้า ที่ประกาศว่า กำลังการผลิตรถยนต์ที่เคยดิ่งลงถึงครึ่งหนึ่ง เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ และขณะนี้สามารถผลิตได้ในสัดส่วน 90% ของปริมาณการผลิตก่อนเกิดภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม หายนะที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เศรษฐกิจเอเชียแสดงอาการอ่อนแรง

เพราะต้นเหตุจริงๆ ยังเป็นปัญหาเงินเฟ้อ

อินเดียเลือกชูเงินเฟ้อ ให้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะขยายตัวต่อไป เช่นเดียวกับจีนที่เลือกแก้เงินเฟ้อมากกว่าหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราเลข 2 หลัก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมุ่งแก้เงินเฟ้อ มากกว่าผลักดันการขยายตัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง จากความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะราคาสินค้าแพงเกินรับไหว

สถานการณ์เช่นนี้ เป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจ จึงเกิดขึ้นมาแล้วไม่น้อยครั้ง ครั้งล่าสุดที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาจากปัญหาเงินเฟ้อเกิดกับเอเชีย คือในปี 2008 หลายประเทศตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทว่า ในชั่วเวลาเพียงสั้นก็ต้องปรับลงมา เพราะต้องตกระกำลำบากกับเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

คราวนี้ ไม่มีสัญญาณของภาวะถดถอย อีกทั้งตลาดเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้วยังมีทิศทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การใช้นโยบายเพื่อแก้ปัญหาจึงสามารถทำได้อย่างเต็มที่ตามเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ

แต่หากใช้นโยบายการเงินรัดกุมเกินไปและยืดเยื้อเกินไป ประเทศเหล่านี้เสี่ยงที่จะพบกับภาวะซบเซาอย่างหนักหน่วง

อย่างน้อย รัฐบาลของนานาประเทศในเอเชีย และนักวิเคราะห์จากสถาบันต่างๆ ค่อนข้างเห็นตรงกันว่า การชะลอตัวของเอเชียน่าจะเป็นช่วงพักระยะสั้น หลังจากทะยานตัวอย่างร้อนแรงมาตลอด 2 ปี และหากเป็นช่วงขาลง ก็ควรเป็นช่วงที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากเป็นไปตามที่เชื่อกัน เอเชียก็ควรหยุดสักพักเพื่อคลายแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

การดึงดันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะนำมาซึ่งหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย  

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน