
หนี้-ดอลลาร์-ทอง
...ธนพล ไชยภาษี
บทจะขึ้นก็กระฉูดกันไม่ยั้ง บทจะร่วงก็รับกันไม่ทันเหมือนกัน สำหรับราคาทองในตลาดโลกที่สัปดาห์แล้วร่วงระนาวไปกว่า 50 เหรียญสหรัฐ ทำเอาตั้งตัวกันไม่ติด
ทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงนี้ น่าจะแกว่งตัวไม่หยุดเหมือนทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะทั้งสองตลาดนี้อาศัยปัจจัยหนึ่งที่เหมือนๆ กัน คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ
อย่าลืมว่า ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ตลาดหุ้นในสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้นว่าไม่ใช่เป็นตลาดเพื่อการระดมทุนตามวัตถุประสงค์เดิม
ไม่ต่างจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นราคาน้ำมัน ที่กลายเป็นตลาดเก็งกำไรกัน โดยมีอิทธิพลจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐเป็นตัวควบคุม
ดังที่ผ่านมา ตลอดปีที่แล้วค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ราคาทอง ราคาน้ำมัน ปรับขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้ว ทองทำสถิติสูงสุดไป 1,200 กว่าเหรียญสหรัฐ น้ำมันก็แตะ 80 เหรียญสหรัฐกว่าๆ ครับ ภาวะนี้ได้ครอบคลุมรวมไปถึงราคาสินค้าประเภทอื่นที่ทำสถิติกันเป็นว่าเล่น ทั้งเงินหรือแพลทินัม และสินค้าอื่นๆ ด้วย
จนเปิดปีใหม่มานี้ พูดกันตามตรงแล้ว ผมเห็นว่าไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงไปอีก เพราะว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นก็เดินหน้าสู่การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นไปอย่างเปราะบาง แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่สาหัสเหมือนในช่วงวิกฤต
ผมบอกได้เลยว่า ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งวิกฤตหนี้ของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในสหรัฐและยุโรป ที่สหรัฐนั้นวิกฤตหนี้ของรัฐบาลนั้นเป็นมานานแล้ว และเป็นหนักขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกรุงวอชิงตันดี.ซี.ได้ทุ่มเงินมหาศาลเข้าไปอุ้มภาคการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐขาดดุลงบประมาณไป 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
จากปัญหาดังกล่าว ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐประกาศยืนดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติศาสตร์ จึงทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ากันต่อเนื่อง
แต่ในขณะนี้ปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังมาแรง โดยเฉพาะในกรีซ ที่ก่อนหน้านี้ก็ถูกประกาศหั่นอันดับเครดิตในการชำระหนี้ไปแล้ว นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายรัฐบาลที่กำลังเจอกับปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสเปนและโปรตุเกส
ที่กลัวๆ กันก็คือ ปัญหาหนี้ในกรีซจะลุกลามไปทั่ว และกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ไปในยุโรป และจากภาวะนี้เองทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในทันทีเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ
นี่แหละครับ การแข็งค่าขึ้นมาของเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาทองคำในทันที ส่วนราคาน้ำมันนั้นไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่ เพราะมีปัจจัยความต้องการน้ำมันในเอเชียดึงเอาไว้อยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดความวิตกกังวลกันหนักอีกว่า ถ้าหากวิกฤตหนี้ในยุโรปลุกลามขึ้นมาเป็นปัญหาระดับภูมิภาคและระดับโลก สหรัฐก็ย่อมเจอลูกหลงไปด้วยแน่ๆ
และเศรษฐกิจสหรัฐเองในขณะนี้ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ ยังไร้ภูมิต้านทานใดๆ
มาลุ้นกัน วิกฤตรอบ 2 จากปัญหาหนี้จะลามไปถึงไหนครับ







