
เอแบคโพลล์ เราไม่มีอนาคตทางการเมือง
"ความเป็นกลางของเราเกิดขึ้นได้คือพยายามลดทอนความไม่เป็นกลาง นั่นหมายความว่า เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ อามิสสินจ้างใดๆ สอง ต้องประกาศตัวเลยว่าเราไม่มีอนาคตทางการเมือง"
"ความเป็นกลางของเราเกิดขึ้นได้คือพยายามลดทอนความไม่เป็นกลาง นั่นหมายความว่า เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ อามิสสินจ้างใดๆ สอง ต้องประกาศตัวเลยว่าเราไม่มีอนาคตทางการเมือง"
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกสัปดาห์กับผลสำรวจความนิยมทางการเมืองของสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เรียกว่า "โพล"ยิ่งบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเต็มไปด้วยความดุเดือด ประกอบกับผลโพลเข้ามาผสมโรงอีก ทำให้แต่ละฝ่ายโหนกระแสนำผลสำรวจที่ตัวเองเห็นว่าได้เปรียบนำมาโน้มน้าวผู้คน
"เอแบคโพลล์" เป็นหนึ่งในโพลร้อนทางการเมืองที่ผลสำรวจออกมาทีไร สื่อสารมวลชนต้องกระพือข่าว สะเทือนไปถึงพรรคการเมือง ผู้สมัครสส. จนถูกตั้งคำถามบ่อยครั้ง การสำรวจชี้นำหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างมาจากไหน ทำกันอย่างไร เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการหรือเปล่า
นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดห้องทำงานให้เห็นถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังงานสำรวจแต่ละชิ้น นพดล บอกถึงความจำเป็นต้องมีการทำโพลว่าเป็นการนำเสียงโดยตรงของประชาชนทุกชนชั้นขึ้นมาให้ความสำคัญในสังคมโดยรวมของประเทศถ้าไม่มีการสำรวจจะเห็นได้ว่าเวลาเปิดทีวี ฟังวิทยุหนังสือพิมพ์ พื้นที่ข่าวเกือบร้อยละร้อยของคนออกมาให้สัมภาษณ์จะเป็นคนเฉพาะกลุ่ม ในต่างประเทศเขาเรียกว่าชนชั้นนำ เช่น นักการเมือง นักธุรกิจนักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน ซึ่งแต่ละคนมักมีอะไรอยู่เบื้องหลัง
"เพราะฉะนั้น การทำสำรวจเราถือว่าชี้นำหรือไม่แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้นมีความสำคัญในสังคมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
คนทั่วไปมักมีความเข้าใจว่า การทำโพลคือการไปแจกเอกสารตามริมฟุตปาท สะพานลอยให้กรอกข้อความ กาเครื่องหมายแล้วมาสรุป แต่สำหรับเอแบคโพลล์ไม่ใช่ โดยมีกระบวนการที่ละเอียดกว่านั้น
"หลายที่ครับ ที่ออกแบบสอบถามเสร็จแล้วไปเดินตามป้ายรถเมล์ ห้างสรรพสินค้า ตามร้านชากาแฟ เคาะประตูบ้าน เราเรียกวิธีแบบนั้นว่าเป็นการเลือกตัวอย่างมีอคติ เพราะไม่ให้โอกาสคนอื่นๆในการถูกเลือก หลังจากนั้นมีปัญหาตามมาอีก โดยหลังเก็บข้อมูลมาแล้ว ปรากฏว่าเมื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องจำแนกรายละเอียดมากมายเลย"
ยกตัวอย่าง บางหน่วยงานเก็บตัวอย่าง 2,000 ตัวอย่าง 20 จังหวัดของประเทศ แล้วตัดสินใจจะเลือกพรรคใด 50% หมายความว่า มีแค่ 1,000 ตัวอย่างเท่านั้นเองใน 20 จังหวัดที่ตัดสินใจแล้ว แล้ว20 จังหวัดลองไปคิดดู เฉลี่ยไปแต่ละจังหวัดเหลือตัวอย่างเท่าไหร่ เหลือประมาณ 50 ตัวอย่างโดยประมาณ แบบนี้จะเห็นได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างมากทีเดียว เพราะจังหวัดหนึ่งเก็บแค่ 50 ตัวอย่างฉะนั้นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องทำให้ถูกหลักทางสถิติ
คราวนี้มาดูกระบวนการเอแบคโพลล์ทำอย่างไรอาจารย์นพดล อธิบายว่า เริ่มต้นจากความสนใจของประชาชน สังคมที่กำลังสนใจอยู่ จะมีการไปทบทวนดูว่าเราเคยมีการวิจัยเรื่องทำนองนี้หรือไม่อย่างไรจากนั้นเข้าสู่วัตถุประสงค์การทำวิจัย เพื่ออะไร และไปสู่การตั้งสิ่งที่เราต้องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพอใจ นโยบาย ความรู้ ความสามารถ ความเป็นผู้นำ และนำไปสู่การออกตัวแบบสอบถาม
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์จะมีห้องทดสอบแบบสอบถาม ปัจจุบันอยู่ที่อาคารแอล ชั้น 3 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ย่านหัวหมาก มีการจัดเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาด 30 กว่าตารางเมตร เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างมาทดสอบแบบสอบถาม ถ้าดูผิวเผินเหมือนห้องประชุมปกติ แต่หารู้ไม่ว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหมุนได้ครบทุกทิศทางซ่อนไว้บนฝ้าเพดาน มีการติดตั้งเครื่องดักฟัง โดยผนังด้านหนึ่งกรุด้วยกระจกทึบใสกั้นระหว่างห้อง เพื่อให้อีกห้องหนึ่งที่มีนักจิตวิทยาสามารถมองเห็นกลุ่มทดสอบได้ โดยนักจิตวิทยาจะเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของกลุ่มตัวอย่างที่เชิญเข้ามาทดสอบ กลุ่มตัวอย่างจะไม่รู้เลยว่ามีนักจิตวิทยามองดูพฤติกรรมอยู่ ตรงนี้จะมีการนำมาวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างอีกชั้นหนึ่งว่าเป็นการตอบอย่างมีอคติหรือไม่อย่างไร
"เราจะมีการทำงานในระบบสถิติของฐานข้อมูล จะมีการกำหนดว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่เราสนใจศึกษา เช่น โครงการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40-46 ล้านคนทั่วประเทศใน 77 จังหวัด จากนั้นไปดูว่าฐานข้อมูลที่เราได้มาจะเอามาเพื่อกำหนดขนาดของคนที่ตอบแบบสอบถามเท่าไหร่ ถึงจะถือว่ามีจำนวนมากเพียงพอในการวิเคราะห์ข้อมูล
หลังจากนั้นไปสู่การเลือกตัวอย่างที่ต้องเป็นการเลือกตัวอย่างปลอดอคติ คำว่า ปลอดอคติหมายความว่า ไม่มีการเสนอตัวเข้ามาตอบอย่างเช่น โฟนอิน หรือเอสเอ็มเอส หรือทำ อินเทอร์เน็ตโพล เว็บโพล หลายๆ ที่ ถือว่าเป็นการเสนอตัวเข้ามาโหวต ผิดหลักวิชาการที่ถูกต้อง แล้วไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องมีการฝึกอบรมพนักงาน
"โดยเฉพาะทุกคนที่ทำเอแบคโพลล์ด้านการเมือง ต้องลงนามในใบสมัครถือเป็นข้อสัญญา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ถามว่าเพราะอะไร เพราะไม่ว่าจะออกแบบสอบถามดีเพียงใด หรือมีระบบฐานข้อมูลดีเพียงใดถ้าการเก็บรวบรวมข้อมูลมีอคติ ก็จะทำให้ผลสำรวจมีอคติได้"
บ่อยครั้งที่สำนักวิจัยจะแถลงด้วยการอ้างกลุ่มตัวอย่าง 1,000-2,000 ตัวอย่าง อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวอย่างแค่นี้นำมาเป็นมาตรฐานการสำรวจได้หรือ นพดล ตอบทันทีว่า คำถามนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 70 ปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกาทำให้มีสำนักโพลแห่งหนึ่งไปเก็บตัวอย่างมาเยอะมากเลย เพราะตอนนั้นมีคนเกือบ 100 ล้านคน ที่มีสิทธิเลือกตั้ง นักการเมืองถามว่าเก็บตัวอย่าง 1,000 ตัวอย่างเพียงพอกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง 100 ล้านคนหรือ ก็มีสำนักโพลไปเก็บมาเป็นล้านๆ คน ปรากฏว่าที่ไปเก็บมาทำนายผิดพลาดหมดเลย ผิดทั้งอันดับ ผิดทั้งช่วงห่าง แต่สำนักโพลที่เก็บตัวอย่าง 1,000 หรือ 4,000 ตัวอย่าง กลับทำนายได้ถูกต้อง
เจ้าตำรับโพลการเมือง อธิบายสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่าคณะผู้วิจัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอย่างอย่างเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการยกตัวอย่างด้วย
"นึกถึงการทำแกงหนึ่งหม้อ เราจะชิมหมดทั้งหม้อเพื่อรู้รสชาติแกงหม้อนั้นมั้ย เราจะชิมช้อนสองช้อนเท่านั้นเอง เราก็รู้แล้วว่าแกงทั้งหม้อรสชาติเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องคนให้ดี ซึ่งกระบวนการคนนี่แหละเป็นการที่เราจะมีวิธีการเลือกตัวอย่าง ที่จะเป็นตัวแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 45-46 ล้านคนทั่วประเทศ"
วิธีการเลือกตัวอย่างทำอย่างไร อาจารย์นพดล อธิบายว่า ต้องให้โอกาสกับการถูกเลือกทุกๆ คนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูล 45-46 ล้านคน ซึ่งคณะผู้วิจัยจะลงไปในระดับครัวเรือนและสุ่มเลือกครัวเรือน เวลาที่เราลงชุมชนจะมีการวาดแผนที่เพื่อจะได้รู้ว่ามีครัวเรือนทั้งหมดในชุมชนนั้นเท่าไหร่ หลังจากนั้นจึงให้โอกาสกับการถูกเลือกในทุกครัวเรือน เป็นตัวอย่างของการปลอดอคติในการเลือก
สนามเลือกตั้งที่สองพรรคการเมืองใหญ่ต่างมั่นอกมั่นใจจะชนะด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อมีผลโพลออกมาถูกใจฝ่ายหนึ่ง ไม่พอใจฝ่ายหนึ่งจึงหนีไม่พ้นข้อกล่าวหาโพลลำเอียง อาจารย์นพดลบอกถึงหลักการทำงาน โดยยึดหลักสองประการ คือ เน้นความเป็นกลาง และเคร่งครัดต่อระเบียบวินัย
"ความเป็นกลางของเราเกิดขึ้นได้ คือพยายามลดทอนความไม่เป็นกลาง นั่นหมายความว่า เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ อามิสสินจ้างใดๆ สอง ต้องประกาศตัวเลยว่าเราไม่มีอนาคตทางการเมือง ไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ ในทางการเมืองเราจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเหล่านั้น นั่นคือวิธีลดความไม่เป็นกลาง เคร่งครัดต่อระเบียบวิธีวิจัยที่จะทำให้การสำรวจเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งน่าจะอยู่ได้"
เรารู้อยู่ว่ามันอนิจจัง เรื่องการเมืองอำนาจเดี๋ยวก็เปลี่ยนไป บางทีมีอำนาจล้นฟ้า สุดท้ายก็เปลี่ยนไป แล้วหลักวิชาการเราต้องอยู่ได้ งานนักวิชาการต้องทำงานต่อไปได้ สังคมต้องขับเคลื่อนต่อไปได้ ที่สำคัญต้องให้โอกาสประชาชนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น ส่งเสียงโดยตรงขึ้นมาผ่านทางสื่อมวลชนได้ไหม ปรากฏว่าสื่อมวลชนอาจไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน แต่การเข้าถึงชาวบ้านของสื่อมวลชนมักไปตามความสะดวกหรือมักไปตามเฉพาะเจาะจง นั่นคือการเลือกทางวิชาการที่อคติ เพราะเวลาสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ เป็นการไปโดยไม่ให้โอกาสคนอื่นๆ ในการเลือก
ต่อข้อสงสัยว่าเมื่อมีกระแสความสนใจเกิดขึ้นในสังคม เอแบคโพลล์ก็สำรวจทันท่วงที อย่างนี้จะเป็นงานวิจัยน่าเชื่อถือได้หรืออาจารย์นพดล บอกว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เวลานี้ในสหรัฐอเมริกาทำเช้าถึงเย็น รู้ผลออกมาแล้ว คน 50 รัฐ ของสหรัฐ เสียงเป็นอย่างไรออกมาได้ทันที ประเทศไทยก็สามารถทำได้
สำหรับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ใช้ระบบเรียลไทม์ หลายคนเข้าใจว่าใช้ระบบอินเทอร์เน็ต ใช้เว็บ ซึ่งไม่ใช้ วิธีการเอาระบบฐานข้อมูลของครัวเรือนทั้งประเทศมาสุ่มเลือกครัวเรือน แล้วเอาโทรศัพท์ไปให้แต่ละครัวเรือนที่ตกเป็นตัวอย่าง จะเห็นภาพเลยทีเดียวว่าให้โอกาสในการถูกเลือกครัวเรือนต่างๆ ในระบบฐานข้อมูล แล้วหลังจากนั้นเมื่อเอาโทรศัพท์ไปให้ สามารถติดต่อได้อย่างรวดเร็วฉับไวต่อผู้ตกเป็นตัวอย่าง เป็นวิธีที่ทำให้เอแบคโพลล์ทำได้อย่างรวดเร็ว
ส่องเชิงลึกปชป.-พท สูสี
ผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ต่อความนิยมพรรคการเมืองใหญ่ ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ในช่วงสองสามสัปดาห์ ชี้ว่าเพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์ สื่อมวลชนพาดหัวข่าวใหญ่โต แต่แท้ที่จริงแล้วต้องดูรายละเอียดของโพลด้วย
"ประเด็นอยู่ที่ว่า ข้อมูลที่ไปยังประชาชนครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้ว หลายสำนักให้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์แต่บางสำนักข่าวไม่ครบถ้วน เนื่องจากผลสำรวจที่เราค้นพบ ก่อนหน้านี้ (8 พ.ค.) พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ส่วนต่างอยู่ประมาณ2-3% ครั้งล่าสุด (16 พ.ค.) ประชาธิปัตย์45.5% เพื่อไทย 40.5% มีส่วนต่าง 5% หลายสำนักพาดหัวเลยว่า ประชาธิปัตย์ชนะขาดซึ่งในทางสถิติ ต้องนำความคลาดเคลื่อนมาคำนวณร่วมด้วย
กล่าวคือ ประชาธิปัตย์ 40.5 ต้องลบ 7 บวกไป 7 เพราะเป็นช่วงความคลาดเคลื่อนจะอยู่ที่ 38 จนกระทั่งถึง 52 เพื่อไทย 40.5 ก็ต้องลบ 7 เหลือ 33.5 ไปถึง 47.5 โอกาสที่ค่าของความจริง ณ ช่วงเวลาสำรวจจะตกอยู่ในช่วงดังกล่าว จึงจะบอกไม่ได้ว่าใครชนะใคร เพราะฉะนั้นเห็นผลสำรวจว่า ถ้าส่วนต่างอยู่ระหว่าง 2-5% อยู่ในช่วงของความคลาดเคลื่อน จะบอกว่าใครชนะใครไม่ได้
ผลสำรวจแต่ละครั้งที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปจากอดีตเลย เป็นลักษณะสูสีมาโดยตลอด นี่คือข้อมูลที่เราจำเป็นต้องให้กับประชาชนครบถ้วนสมบูรณ์
อย่าเชื่อแต่อย่ามองข้าม
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เริ่มต้นเป็นองค์กรที่สำรวจ วิจัย ทางสถิติโดยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญทำโพลสำรวจและนำเสนอผ่านสื่อ ต่อมาก็มีการพัฒนาต่อเนื่องจากทีมงานไม่ถึง 10 คน กลายเป็น300-400 คน มีงานวิจัยทั้งด้านประโยชน์สาธารณะและภาคธุรกิจเอกชนว่าจ้าง
สำหรับคนทำโพลอย่างอาจารย์นพดลกรรณิกา ยังร่วมทำงานวิจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการวิจัยเชิงสำรวจให้กับหน่วยงานภาครัฐ องค์การอิสระและ
บริษัทเอกชนจำนวนมาก เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัทเอกชนที่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้
ถ้อยคำประจำใจและสูตรทางสถิติด้านการสุ่มตัวอย่างที่อาจารย์นพดลชื่นชอบคือ "ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องของมนุษย์การระบุความผิดพลาดคลาดเคลื่อนลงไปในการออกแบบวิจัยเชิงสำรวจเป็นเรื่องของสถิติ DEFF = 1 + roh(n-1)"โพลหรือข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนบางส่วน แต่ว่าสิ่งที่มีอิทธิพลมากกว่าผลสำรวจกลับกลายเป็นว่ารายการข่าวครับ ที่ออกหน้าจอทีวี นักวิเคราะห์นักเล่าข่าวเหล่านั้นมีอิทธิพลชี้นำค่อนข้างมาก ต่อการตัดสินใจของประชาชนและแกนนำชุมชนในระดับพื้นที่ คนเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชนมากกว่าผลสำรวจ" คำกล่าวย้ำของอาจารย์นพดลต่อเสียงวิจารณ์ว่าโพลมีผลต่อการชี้นำการเลือกตั้งหนนี้
เขาบอกว่า เราทำสำรวจก็บอกประชาชนมาโดยตลอดว่าอย่าเชื่อโพล อย่ายึดมั่นถือมั่น แต่เราก็อย่าประมาท อย่ามองข้าม สิ่งที่ประชาชนเห็นหน้าจอทีวีก็อันหนึ่ง อยู่ในบ้าน หน้าบ้านก็อีกอันหนึ่ง ลองดูสิว่าหน้าจอทีวีที่ดูสวยหรู ที่บอกว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด แก้ปัญหาสังคมได้ กลับในบ้านของเรามีปัญหาหรือไม่ หน้าบ้านเรามีปัญหาหรือไม่ เอาความเป็นจริงมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ เป็นตัวของตัวเอง ดีกว่าไปเชื่อกระแสข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเรายังไม่รู้ว่ามันดีไม่ดี จริงไม่จริงอย่างไร อันนี้ต้องสื่อสารไปยังประชาชนให้มีความเป็นตัวของตัวเอง
"ผมศึกษามาโดยตลอด ผลสำรวจสื่อก็บ่งบอกว่ามีอิทธิพลกว่าการทำวิจัยของผมขณะเดียวกันก็เขียนบทความก่อนหน้านี้ไว้แล้วว่า อย่าเชื่อโพล อย่ายึดมั่นถือมั่น แต่ก็อย่ามองข้าม พยายามเอาเป็นแหล่งข้อมูลแหล่งหนึ่ง เราควรเป็นตัวของตัวเอง และดูสิว่าที่เขาโฆษณาประชาสัมพันธ์แถลงนโยบายต่างๆที่ดูสวยหรูกับตัวเราเอง ในบ้านของเรา หน้าบ้านของเรา มันเป็นจริงอย่างนั้นไหม และเราก็ตัดสินใจเลือกคนที่ดีที่สุดในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้"เจ้าพ่อโพลย่านหัวหมาก ฝากถึงประชาชนทุกคน







