
คนตายเตือนคนเจ็บ(1)
พระวาจามีในครั้งสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนฝากไว้คือ
พระวาจามีในครั้งสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนฝากไว้คือ
โดย..ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ
“สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” เป็นบทเตือนสติที่เราชาวพุทธได้ยินบ่อยจนคุ้นหู แต่ความหมายอันทรงคุณค่ากลับลางเลือนไปจากความรู้สึกของชาวพุทธทั่วไป เหลือเพียงรูปประโยคดาษๆ ที่เราท่องจำไว้ เช่นเดียวกับความหมายของศีล 5 รวมถึงหลักธรรมสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนา แต่หากเราได้มีโอกาสอ่านหรือฟังเรื่องราวในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นช่วงวาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ด้วยใจที่เงียบสงัดแล้วย่อมได้รสชาติของท้องเรื่องที่กระทบโดนใจมาก ทำให้เราได้สัมผัสความหมายอันลึกซึ้งของคำเตือนสุดท้าย ด้วยเหตุนี้หลักธรรมสำคัญๆ ที่ถูกดึงออกมาอธิบายเป็นข้อๆ เหลือเพียงความหมายของหลักธรรมโดยปราศจากท้องเรื่องที่เกาะเกี่ยวเชื่อมโยงให้เห็นพลังอันทรงคุณค่าของหลักธรรมนั้นๆ ก็มักจะทำให้ชาวพุทธทั่วไปเข้าใจพุทธธรรมในระดับความคิด ซึ่งมักไม่มีพลังเพียงพอที่จะกระทบโดนใจจนสามารถเชื่อมโยงลงลึกไปสู่ชีวิตจิตใจได้อย่างมีความหมาย สรุปก็คือ ได้เพียงรู้แต่ไม่อิน
ย้อนกล่าวถึงพระวาจาครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้านั้น ความหมายโดยตรงชัดเจนอยู่แล้วว่าทรงเตือนสติให้เราขวนขวายทำภารกิจสิ่งใดที่ควรทำอย่างพากเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความจริงจนสามารถบรรลุหลุดพ้นจากห้วงทุกข์เป็นลำดับไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงชีวิตเราเองนี้ไม่เที่ยง ผันผวนปรวนแปรได้ทุกขณะจนสุดจะหยั่งรู้อย่างแม่นยำได้ แม้ชีวิตของพระพุทธองค์ก็อยู่ในอำนาจของความจริงข้อนี้เช่นกัน หากคำเตือนสติครั้งสุดท้ายสั่นสะเทือนจนเรารู้สึกถึงภายในได้อย่างแรง และชัดเจนว่าเวลาของการมีชีวิตเดินเหินอยู่ในโลกนี้อาจเหลืออีกไม่มากแล้ว เวลาที่จะได้ทำ ได้เสพ ได้ดำรงอยู่อย่างคุ้นเคยกับทุกสิ่งรอบข้างกำลังจะหมดลงแล้ว ทรัพย์สมบัติ งานการ ความฝันที่อยากทำ ความก้าวหน้า ความสำเร็จ ความสุขสำเริงสำราญ สังคมที่คุ้นเคย รวมถึงคนรักที่ผูกพัน ทุกอย่างกำลังจะลาโรงไปจากเราแล้ว หากใจเรารู้สึกสั่นสะเทือนได้ดังว่านี้เราจะมองหรือมีท่าทีใหม่ต่อสิ่งรอบตัวที่เราข้องแวะรวมถึงต่อชีวิตของเราโดยตรง
จากประสบการณ์การอบรมเผชิญความตายอย่างสงบมาตลอด 7 ปี รวมถึงจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมได้อาศัยคนตาย คนกำลังใกล้จะตายทั้งที่อยู่ไกลตัวและใกล้ตัวเป็นเครื่องปลุกเตือนและหล่อเลี้ยงสำนึกภายในว่า ชีวิตผมเหลือเวลาน้อยลงเต็มทีแล้ว ผมเคย (และยังคง) กังวล กลัวอย่างจับใจว่าผมจะมีความสงบนิ่งและปัญญามากพอที่จะรับมือกับความตายของตัวเองได้ทันท่วงทีหรือเปล่า หลายคนที่มาเข้าร่วมอบรมต่างสะท้อนบอกเป็นเสียงส่วนใหญ่เสียงเดียวกันว่า ใยต้องกังวล กลัวในข้อนั้นเล่าเพียงคุณเตรียมตัวตายให้ถึงพร้อมอยู่เนืองๆ ความกลัวจะกลับกลายมาเป็นความสงบนิ่งเพื่อพร้อมเผชิญพญามัจจุราชเองแหละ แน่นอนหากใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งแล้วผมมิอาจปฏิเสธความข้อนี้ไปได้ และในช่วงเกือบสิบปีมานี้ผมเริ่มขวนขวายน้อมนึกถึงความตายของตนเองบ่อยครั้ง ตระหนักอยู่เรื่อยๆ ถึงวัยที่กำลังร่วงโรยไปทุกขณะ
ซึ่งเท่ากับเวลาก็เหลือน้อยลงไปทุกทีจนมุ่งเพียรทำกิจสิ่งใดที่เคยฝันและอยากทำ หรือปลดเปลื้องชำระสิ่งคั่งค้างที่เกาะกุมทำให้ชีวิตสะดุดหรือเป็นทุกข์ได้ง่ายดังเช่น ความขัดแย้งหรือความผูกโกรธใครคนใดคนหนึ่งไว้ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อเตรียมตัวตายให้พร้อมได้ในทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวพบว่าใจที่ตระหนักได้ถึงความตาย (มรณสติ) ที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้น ประเดี๋ยวก็ติดประเดี๋ยวก็ดับ เป็นภาวะที่ติดๆ ดับๆ บางช่วงก็เผลอลืมไปนานหาความต่อเนื่องได้ยาก บางครั้งช่วงชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นทางของการน้อมนึกถึงความตายอย่างเนืองๆ นั้นก็พบว่าตนเองสามารถลำดับสิ่งที่ควรทำในชีวิตได้อย่างมีวินัยและเต็มอิ่มมีชีวิตชีวา รู้สึกได้ว่าแต่ละขณะของชีวิตล้วนมีคุณภาพลึกซึ้ง ตรงนี้ควรกล่าวไว้ด้วยว่าการเพียรลำดับทำสิ่งที่ควรทำอย่างมีวินัยนี้มิได้หมายถึงมุ่งทำอย่างเคร่งเครียดเอาเป็นเอาตาย หากหมายถึงทำไปเรื่อยๆ ตามกำลังและความพร้อม แต่อีกด้านหนึ่งในบางช่วงชีวิตก็กลับมุ่งหน้าไปในอีกทิศทางหนึ่ง คือหลงเพลินไปในโลกสันนิวาสที่เต็มไปด้วยเครื่องเครามากมายซึ่งง่ายต่อการติดย้อมความสุขทางเนื้อหนังหรือโลกแห่งวัตถุนิยม แม้ผมจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทีมวิทยากรที่ทำการเรียนรู้เรื่องเผชิญความตายอย่างสงบ และทำหลายครั้งในแต่ละปี บางขณะของชีวิตที่ติดลมหลงเพลินกับความเจริญของโลกสันนิวาส ถลำลึกลงสู่ความยึดมั่นถือมั่นในความสุขทางเนื้อหนังจนหลายขณะก็เป็นอยู่อย่างหลงลืมความตาย วินัยที่จะอยู่และทำอย่างรู้คุณค่าของเวลาที่เหลือน้อยก็ออกจะคลอนแคลน ชีวิตที่เดี๋ยวก็ตั้งอยู่ในประมาทเดี๋ยวก็ไม่ประมาทสลับกันไปมานั้น ผมมีเหตุผลสนับสนุนในใจหลายข้อหรือจะเรียกว่าข้ออ้างเพื่อปกป้องตนเองก็ได้ ดังเช่น ที่ผ่านมาเราก็ขวนขวายทำในสิ่งที่ควรมาไม่น้อยเลย แบ่งเวลาเพื่อชีวิตที่มีสีสันมีชีวิตชีวาบ้าง เราเองก็ยังไม่ได้ออกบวชเป็นพระสักหน่อยใยชีวิตต้องจริงจังขนาดนั้น ชีวิตควรมีหลายด้านหลายรสชาติ ความข้อนี้ก็ดูสมเหตุสมผลโดยเฉพาะในยามที่ชีวิตมุ่งทำประโยชน์อย่างเคร่งเครียดจริงจังดูคล้ายกดดันตัวเราจนอ่อนล้าภายใน หรือไม่ก็มีข้ออ้างในใจว่าการไปข้องแวะเกี่ยวพันกับโลกธรรมทั้งหลาย ทั้งเรื่องมุ่งแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ความสำเร็จ สถานภาพทางสังคมที่สูงขึ้น และคำชื่นชมสรรเสริญ นั่นเป็นชีวิตฆราวาสที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่จะได้เผชิญหน้าอย่างแท้จริงกับโลกธรรมทั้งขาขึ้นและขาลงของชีวิต จะได้เห็นความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเป็นอย่างไม่ต้องคิดคำนวณเอา อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นบททดสอบว่า เรารู้จักและปล่อยวางความหลงใหลยึดมั่นถือมั่นได้จริงเพียงใด ดังนี้เป็นต้น







