
สปสช.จุดความหวังช่วยผู้ป่วยโรคหืด
...ชนิกานต์ กาญจนสาลี
อุบัติการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในห้วงปีที่ผ่านจนถึงขณะนี้ กลุ่มเสี่ยงอันตรายอันดับต้นๆ เห็นทีจะไม่พ้นกลุ่มผู้ป่วย
“โรคหืด” ซึ่งจากตัวเลขจากการเปิดเผยของนพ.ประพาฬ ยงใจยุทธ ประธานสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (Thai Asthma Council : TAC) ล่าสุดพบว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคนี้กว่า 300 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณปีละ 2.5 แสนคนคาดว่าในปี 2025 จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคหืดเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านคน
สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหืดประมาณ 3 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณปีละ 1,000 คน การเสียชีวิต 70% สามารถป้องกันได้ หากผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาทั่วถึงอย่างเพียงพอ
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดการจับมือร่วมกันของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสมาคมสภาองค์กรโรคหืดฯ เพื่อขยายแนวทางการรักษาให้ผู้ป่วยอย่างเพียงพอ เช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่นๆ
พญ.จรุงรัตน์ งามไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชากุมารเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าจากการวิจัยเรื่องโรคอุบัติการณ์โรคหืดในเด็กอายุ 18 ปี เมื่อปี 2548
–2550 จำนวน 2.6 หมื่นคน พบว่ามีเด็กเป็นโรคหอบหืดประมาณ 7% และมีถึง 40% ที่จำเป็นต้องใช้ยาระงับอาการประเภทยาสูดพ่นสเตียรอยด์ แต่ข้อมูลที่พบกลับปรากฏว่าคนกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ กลับสามารถเข้าถึงยาได้เพียงแค่ 8% เท่านั้นสวนทางกับอาการกำเริบของคนไข้ที่เป็นหอบหืด ที่ต้องไปห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการถึง 40% แปลว่าผู้ป่วยส่วนที่เหลือเวลามีอาการกำเริบไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ตอกย้ำด้วยจำนวนตัวเลขผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลให้เข้าพักเป็นผู้ป่วยในเพียง 810% เท่านั้น
“
ตัวเลขนี้มันแปลก เพราะเด็กมีอาการฉุกเฉินขนาดนี้ แต่โรงพยาบาลรับไว้แค่ 20% เท่านั้น ปัญหาก็คือแม้ยาสเตียรอยด์ประเภทฉีดพ่นจะถูกขึ้นไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่ต้นทุนในการรักษาโรคหืดมันแพงกว่าตัวเลขที่โรงพยาบาลจะแบกรับได้ หลายโรงพยาบาลจึงไม่สั่งยาไว้ในโรงพยาบาล เมื่อไม่มียาก็ไม่จ่ายยาให้คนไข้ โรงพยาบาลก็ไม่มีความผิด” นี่คือข้อน่าหนักใจของหมอกุมารเวช ผู้ติดตามการรักษาโรคนี้อย่างใกล้ชิดและกลายเป็นจุดเริ่มต้นในก้าวแรกของ นพ.วัชรา บำรุงสวัสดิ์ หน่วยโรคทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าถึงไอเดียต่อยอดความร่วมมือระหว่างสปสช. กับสภาองค์กรโรคหืดว่า ที่ผ่านมาได้ลองเริ่มต้นทำโครงการคลินิกชุมชนท้องถิ่นรักษาโรคหืด (Easy Asthma Clinic) ในโรงพยาบาลกว่า 300400 แห่ง จากโรงพยาบาล 900 แห่งทั่วประเทศ มาแล้ว 5 ปี จนได้รับการยอมรับจากวารสารทางการแพทย์หลายฉบับว่าสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้ป่วยหืดได้อย่างเห็นผล
โดยหัวใจของคลินิกแนวใหม่ ก็คือเพาะพันธุ์ความเข้าใจเรื่องวิธีปฏิบัติการรักษาโรคหืด (Guideline) ให้กับแพทย์ทั่วไป เภสัชกร เจ้าหน้าที่พยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ ให้วินิจฉัย เข้าใจโรคหืดอย่างถูกต้อง เพื่อการรับรักษาและจ่ายยาที่จำเป็นให้ผู้ป่วยอย่างเห็นผล
ในรอบการนำร่องนี้ ทางสปสช.ได้เสนอเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนโรงพยาบาลที่เข้าโครงการคลินิกแนวใหม่ โรงพยาบาลละ 3 หมื่นบาท โดยปีนี้จะเริ่มนำร่องใน 500 โรงพยาบาลหลัก ด้วยเงินตั้งต้น 15 ล้านบาทในเบื้องต้น และตั้งเป้าหมายว่าจะมีเงินหนุนคลินิกความหวังของผู้ป่วยโรคหืดให้ได้ 300 ล้านบาทในปีหน้า
“
ระบบนี้ทำง่าย แต่คุณภาพมันสูง ใช้ระบบแฟรนไชส์ง่ายๆ ที่ทำเป็นระบบ ทำระบบข้อมูลออนไลน์ โรงพยาบาลแต่ละโรงพยาบาลสามารถลงข้อมูล ลงโปรแกรมกลางเพื่อให้สปสช. เห็นข้อมูลเคลื่อนไหวได้ ว่าแต่ละโรงพยาบาลมีผู้ป่วยเท่าไหร่ ถือเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ โอพีดี การ์ด” หมอเจ้าของแนวคิดระบุ






