
แนะรัฐบาลตั้งองค์กรผู้ใช้แรงงาน
เนื่องในวันที่ 1 พ.ค. เป็นวันแรงงานแห่งชาติ
เนื่องในวันที่ 1 พ.ค. เป็นวันแรงงานแห่งชาติ
มีการจัดกิจกรรมที่บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีกลุ่มแรงงานต่างสาขาอาชีพมารวมตัวกันและยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมารับข้อเสนอ 9 ข้อด้วยตัวเอง
นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวตอบข้อเรียกร้องและกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของแรงงาน จึงเร่งผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานในทุกๆ ด้าน เช่น 1.โครงการจัดสวัสดิการให้แก่เด็กอายุ 35 ขวบ โดยการจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสถานประกอบกิจการ และจัดสวัสดิการให้แก่เด็กก่อนวัยเรียนในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เปิดตัวโครงการนี้ไปแล้ว
2.การพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานเพื่อการประกอบอาชีพให้แก่กลุ่มกำลังแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ จำนวน 1.76 แสนคน เพื่อยกระดับรายได้และลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ 3.การสร้างระบบความคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบที่สนใจสามารถเลือกชุดสิทธิประโยชน์ได้ 2 แนวทาง คือ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละ 100 บาท (ผู้ใช้แรงงาน 70 บาท รัฐสมทบให้ 30 บาท) ได้สิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย หรือจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละ 150 บาท (ผู้ใช้แรงงานจ่าย 100 บาท รัฐสมทบให้ 50 บาท) ได้สิทธิประโยชน์ 4 กรณี โดยเพิ่มกรณีชราภาพ
นอกจากนี้ การปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ค่าครองชีพและการประกาศใช้อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเป็นครั้งแรก รวมถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการค้ามนุษย์ การเตรียมการเพื่อรองรับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้ การเตรียมการศึกษาเพื่อปรับแนวทางการจ่ายเงินบำนาญ ชราภาพ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป และการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ด้าน นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “วันต้อนรับวันแรงงาน” ว่า การจะทำให้แรงงานเข้มแข็งมี 3 วิธีการ คือ 1.จัดตั้งองค์กรของผู้ใช้แรงงานขึ้นทั่วประเทศ 2.การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากอัตราค่าจ้างปัจจุบันไม่เพียงพอจึงควรมีที่ดินไว้ทำกิน และ 3.ควรให้สำนักงานประกันสังคมมีการบริหารจัดการเป็นอิสระจากรัฐ







