
ไม่มีเหตุผลปฏิวัติ
ใกล้เข้ามาทุกขณะ กับการยุบสภาฯ และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ โดยสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.เป็นดีเดย์ที่จะเกิดขึ้น จะเป็น 6 พ.ค.หรือ 7 พ.ค.ก็แล้วแต่
ใกล้เข้ามาทุกขณะ กับการยุบสภาฯ และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ โดยสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.เป็นดีเดย์ที่จะเกิดขึ้น จะเป็น 6 พ.ค.หรือ 7 พ.ค.ก็แล้วแต่
ทว่า คลื่นแทรกที่ปรากฏก็คือ กระแสข่าวลือปฏิวัติ ดังหนาหูตั้งแต่สัปดาห์ก่อน อันเนื่องจากการตบเท้าของเหล่าทหารกองกำลังบูรพาพยัคฆ์ ประกอบกับดาวเทียมไทยคมเกิดปัญหาจนหน้าจอโทรทัศน์ที่รับสัญญาณด้วยดาวเทียมมืดไป
ข่าวลือปฏิวัติจึงเกิดขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ
ขนาด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่รู้กี่ครั้ง กี่หน จะยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ แต่พอเกิดข่าวลือปฏิวัติ ก็เป็นประเด็นร้อน เช็ก ตรวจสอบข่าวกันจ้าละหวั่น
มันย่อมแสดงให้เห็นความไม่เชื่อมั่นและตอกย้ำความเชื่อลึกๆ ว่า การปฏิวัติไม่เคยหมดสิ้นจากการเมืองไทย
แต่อีกเช่นกัน หากทหารไม่ว่าจะเป็นเหล่าใด ทำการปฏิวัติในช่วงเวลานี้ ก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
ทหารไม่มีเหตุผลในการปฏิวัติ
อดีตที่ผ่านมา การปฏิวัติทุกครั้งก็ต้องมีการยกเหตุผลมาประกอบ ทำให้ประชาชนเชื่อ และต้องอธิบายต่อประชาคมโลกด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต คอร์รัปชัน การเกิดปัญหาความแตกแยกในบ้านเมือง ฯลฯ โดยประเด็นเหล่านี้ต้องคุกรุ่นเกิดขึ้นในสังคมมาระยะหนึ่งแล้ว ทหารจึงสามารถลากรถถังมาปฏิวัติและประกาศว่าจะเข้ามาสะสางปัญหาดังกล่าว
แต่งวดนี้มันไม่ใช่
เพราะกระบวนการทางการเมืองกำลังเข้าสู่วิถีประชาธิปไตย สู่การเลือกตั้ง หากใครลากรถถังออกมาจะอธิบายต่อสาธารณะอย่างไร
จะไปยกเรื่องสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันหลักของชาติก็ไม่ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. สั่งเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมายกับแดงที่เกี่ยวข้อง นั่นก็ไม่มีเหตุใดๆ จะยกขึ้นมาอีก เพราะทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายแล้ว
การที่จะลากรถถังมาแล่นไปมา ก็ไม่ต่างจากการไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมและขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมาย
แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้จะมีการเลือกตั้ง การเมืองก็ใช่จะสงบราบรื่น เพราะยังเต็มไปด้วยคำถามตัวโตๆ ว่า หลังการเลือกตั้ง และกระบวนการทางการเมืองที่มีอยู่จะทำให้บ้านเมืองสงบได้จริงหรือ
หรือยังต้องการพลังพิเศษ เข้ามากระชับพื้นที่อีก !?!
นี่แหละ สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป จนห้ามคลาดสายตา







