posttoday
ลูกค้าเงินกู้อ่วมทั้งขึ้นทั้งล่อง

ลูกค้าเงินกู้อ่วมทั้งขึ้นทั้งล่อง

05 กุมภาพันธ์ 2553

ความห่างของดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์คงจะลดลงได้ยาก

ความห่างของดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์คงจะลดลงได้ยาก

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในปลายปี 2553 นี้ อัตราดอกเบี้ยจะกลับตัวเป็นขาขึ้น

ข่าวนี้นับเป็นข่าวร้ายของลูกค้าเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ แต่อาจจะเป็นข่าวดีของลูกค้าเงินฝาก แต่ปัญหาที่ธนาคารพาณิชย์ถูกถามมานานจากประชาชนและทางฝ่ายการเมืองก็คือ ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากนั้นทำไมจึงแตกต่างกันอย่างมาก

คิดง่ายๆ ก็คือ ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับไม่ถึง 2% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับ 67% หากนำมาลบกันแล้วทำให้ธนาคารมีรายได้จากการปล่อยกู้ประมาณ 4%

ในปี 2552 ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบมีกำไรจากการดำเนินงานทั้งสิ้น 165,500 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 82,900 ล้านบาท ขณะที่การกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลง โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า

ดูแล้วยิ่งรู้สึกว่าธนาคารพาณิชย์เอาเปรียบลูกค้าเข้าไปใหญ่ เพราะกำไรก็มาก แต่ทำไมนอนกินดอกเบี้ยจนพุงกาง

เรื่องนี้ธปท.ชี้แจงว่า กำไรของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในอัตราที่สูง เป็นผลมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้น รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลงเล็กน้อย

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า เรื่องส่วนต่างอัตราดอกบี้ยนั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไหร่ มีคนเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยงมากขึ้น ลูกค้ากลับคิดว่ายอมจ่ายแพงดีกว่าที่จะไม่ได้เงินกู้ เพราะว่าธนาคารต้องรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจด้วย

สิ่งที่ธปท.พยายามแก้ไขลดความกังวลใจของธนาคารก็คือการเพิ่มการค้ำประกันเงินกู้ให้กับลูกค้า โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้
นอกจากนี้ ก็คุยกับสถาบันการเงินให้เข้าใจว่าธุรกิจมีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเหมาเข่งว่าไม่ดีทั้งหมดจนไม่ยอมปล่อยกู้ให้ ซึ่งตอนนี้ธนาคารพาณิชย์เข้าใจแล้ว และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็น่าจะปล่อยกู้ได้มากขึ้น

ผู้ว่าการธปท. ชี้แจงว่า ปัญหาต้นทุนของธนาคารสูงขึ้นจนทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยรับจ่ายลดลง ก็เพราะส่วนหนึ่งเป็นต้นทุนมาจากธปท.เองที่ให้แบงก์ปรับเปลี่ยนระบบหลายๆ อย่าง และส่วนหนึ่งมาจากการที่เอกชนเองทำบัญชีไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้ธนาคารต้องมีต้นทุนในการตรวจสอบบัญชีสูงกว่าปกติ

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าธนาคารตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2553 เติบโตขึ้นอีก 17% ซึ่งจะมาจากการขยายสินเชื่อรายใหญ่ 1114% สินเชื่อเอสเอ็มอี 47% และสินเชื่อรายย่อย 610% นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิให้อยู่ราวๆ 3.53.8% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 3.4%

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ช่วงปลายปีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของสินเชื่อ สุดท้ายสินเชื่อทั้งปี 2552 กลับกลายเป็นบวก 1.8% และมาในปีนี้ธนาคารพร้อมจะขยายสินเชื่อเต็มที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะขยายฐานเงินฝากควบคู่กันเพื่อเป็นตัวนำไปหาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ จึงคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.52.6% สูงขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ 2.3%

นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ส่วนต่างดอกเบี้ยจะปรับตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วดอกเบี้ยเป็นขาลง ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยหดตัว แม้กรุงไทยจะได้รับปันผลจากหน่วยลงทุนวายุภักษ์ แต่ไม่ได้ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยดีขึ้นกว่าธนาคารอื่นๆ ด้วยความเป็นธนาคารรัฐจึงปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากช้ากว่าธนาคารอื่น
ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (มาสเตอร์แพลน) เฟส 2 ซึ่งจะเปิดให้ผู้เล่นต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้กว้างขวางกว่าเดิมนั้น จะก่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น และสุดท้ายเชื่อว่าจะดึงส่วนต่างดอกเบี้ยของระบบลงมาได้

สถาบันวิจัยนครหลวงไทย รายงานว่า รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิและส่วนต่างดอกเบี้ยของระบบธนาคารจะดีขึ้น เพราะกลุ่มธนาคารฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 เห็นได้จากสินเชื่อเริ่มกลับเป็นบวก มาปีนี้รัฐบาลจะเดินหน้าเบิกจ่ายเงินเพื่อใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนความต้องการสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ลงไปถึงธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และส่งผลถึงการบริโภคภาคประชาชนด้วย

สำหรับธนาคารที่จะมีความโดดเด่นเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยมากที่สุด ได้แก่ กรุงศรีอยุธยา เพราะมีโอกาสขยายสินเชื่อรายย่อยได้อีกมาก ขณะที่ไทยพาณิชย์น่าจับตาเช่นกัน เพราะมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ารายใหญ่ ส่วนธนาคารกรุงเทพจะเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่เช่นกัน

ฟังจากมุมของธปท.และของนายแบงก์แล้ว ฟันธงได้เลยว่าความห่างของดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์คงจะลดลงได้ยาก เพราะต่างมีเหตุผลมาสนับสนุนอย่างขันแข็งในการถ่างดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ให้ห่างกันมาก จนประชาชนคนกู้เงินระอาไปตามๆ กัน เศรษฐกิจไม่ดีส่วนต่างก็สูง เศรษฐกิจเริ่มดีส่วนต่างดอกเบี้ยก็สูงอีก

เป็นลูกค้าเงินกู้แบงก์คงต้องทำใจ เพราะยังไงก็โดนฟันเลือดสาดทั้งขึ้นทั้งล่อง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน