
เข็นบริษัทลูกปตท.เข้าตลาดหุ้น
คลังแปรรูปสตาร์ปิโตรเลียมฯ
คลังแปรรูปสตาร์ปิโตรเลียมฯ
รัฐวิสาหกิจจ่อคิวขายอีกเพียบสคร. เดินหน้านโยบายขายหุ้นบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจ ปตท.นำร่องปลายปีนี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ภายในไตรมาสแรกปี 2555 จะนำบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโรงกลั่นน้ำมัน และเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. เข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตามนโยบายของ สคร. ที่จะผลักดันบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์
โดยขณะนี้ได้มีการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อดำเนินการในส่วนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าบริษัทลูกดังกล่าวมีความพร้อมที่สุดที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้สามารถนำบริษัท สตาร์ฯ เข้าจดทะเบียนได้เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
“ข้อสรุปในขณะนี้คือ บริษัท สตาร์ฯ คงเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ช่วงไตรมาส 1 ปี 2555 แต่ทางตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ติดต่อเข้ามาว่าอยากจะให้เข้ามาทำการซื้อขายให้เร็วขึ้น โดยอยากให้เป็นช่วงไตรมาส 4 ปีนี้เลย ซึ่งก็กำลังพูดคุยกันอยู่ คิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้” นายสมชัย ระบุ
สำหรับความคืบหน้าของบริษัท กรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงไทยนั้น ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ข้อสรุปเบื้องต้นคงไม่มีการเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เห็นด้วย เพราะบริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนในขณะนี้
ส่วนบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ ตามแผนแปรรูปของ สคร. ยังมีบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อีก คือ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ อยู่ในเครือองค์การเภสัชกรรม บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย ในเครือธนาคารกรุงไทย บริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น รวมทั้งบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท สมุนไพรไทย บริษัท เอชเอ็มซี โปลิเมอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท. และบริษัท พาโนราม่า เวิลด์ไวด์ บริษัทลูกของ อสมท เป็นต้น
สำหรับความน่าจะเป็นในการผลักดันบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจรายต่อไป คือ บริษัท สมุนไพรไทย ที่องค์การเภสัชกรรมถือหุ้น 49% โดยเป้าหมายคือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ หรือเอ็ม เอ ไอ เนื่องจากต้องการเงินทุนเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จะย้ายไปอยู่ที่ จ.ชลบุรี m







