
'ชีนุก'ฮีโร่ของคนกรุงชิงนกยักษ์นำฝ่าข้ามคืนอันหฤโหด
ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยืนออกันเต็มสนามฟุตบอลศูนย์เด็กเล็กหมู่บ้านตำบลกรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช
ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยืนออกันเต็มสนามฟุตบอลศูนย์เด็กเล็กหมู่บ้านตำบลกรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช
โดย...ริญญา ชูเลขา
ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยืนออกันเต็มสนามฟุตบอลศูนย์เด็กเล็กหมู่บ้านตำบลกรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ทุกคนแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง ทุกสายตาพุ่งไปจับจ้องเครื่องบิน “ชีนุก” ที่กำลังประคองปีกเหล็กลงจอดอย่างช้าๆ
ยิ่งเด็กสาวคนหนึ่งแสนดีใจเพราะเธอรอนาทีนี้มานาน รอมาทั้งวันเพียงเพื่อจะฝากชีวิตแม่เฒ่าวัย 80 ปีที่เป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้ไปกับเจ้านกยักษ์ เพื่อส่งโรงพยาบาล ก่อนหน้านี้เธอต้องวิ่งหาอาสาสมัครไปช่วยหามแม่เฒ่าด้วยเปลสนามจากบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาหลวงกว่า 60 กิโลเมตร
และกว่าเธอและแม่เฒ่าจะเดินทางออกมาได้ต้องเดินเท้าและเสี่ยงกับการข้ามสะพานชั่วคราวที่ชาวบ้านสร้างขึ้นด้วยใจระทึก เพราะสะพานข้ามคลองกลาย 4 แห่งที่ใช้สัญจรข้ามระหว่างหมู่บ้านถูกแรงน้ำป่าตัดคอสะพานขาด
ชัยศักดิ์ เพชรพันธ์ คนหนุ่มชาวกรุงชิง เล่าว่า ตอนนี้ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำชั่วคราวประดิษฐ์อย่างง่ายๆ ด้วยเชือกอวนใหญ่หนาเท่าข้อมือ 4 เส้น ขึงข้ามแม่น้ำแทนสะพาน ตรงด้านล่างใช้เชือกมัดเข้ากับไม้ขนาดหนึ่งเมตร เรียงต่อกันเพื่อรองเท้าเดิน ส่วนเชือกด้านบนขึงไว้เกาะพยุงตัว ซึ่งจุดที่สร้างสะพานชั่วคราวมี 2 จุด ระหว่างข้ามคลองกลายตรงหมู่ 5 กับหมู่ 6 และระหว่างหมู่ 1 กับหมู่ 2
อย่างไรก็ตาม การเดินทางตอนนี้ใน 11 หมู่บ้านเดินเท้าได้อย่างเดียว ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือใครเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะยานพาหนะที่พอใช้ได้ในช่วงวิกฤตแบบนี้คือ มอเตอร์ไซค์เท่านั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าไม่มีน้ำมันเบนซินพอใช้
ลุงวิรัตน์ คทชิน ชายแก่วัย 60 ปี เล่าว่า อยากให้ทางราชการขนน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้ชาวบ้านเพราะตอนนี้ขาดแคลนมาก ยิ่งในยามค่ำคืนชาวบ้านต่างนอนตาไม่หลับเพราะหวาดกลัวแม่น้ำและขุนเขาหลวงที่โอบล้อมหมู่บ้านอยู่ด้านหลังกลัวว่าจะมีน้ำป่าไหลบ่าลงมาอีก แต่ก็ต้องจำใจอาศัยอยู่ต่อไป แม้ทางราชการจะนำเครื่องบินมารับก็ไม่ไป เพราะต้องการเฝ้าสวนยางและปาล์มกว่าหมื่นไร่
ทุกครัวเรือนที่บ้านจมน้ำต่างหนีขึ้นมาอยู่บนที่ดอนกันหมด ด้วยความกลัวจึงรวมกลุ่มกันอยู่ประมาณ 8-9 ครัวเรือน เพื่อเฝ้าระวังน้ำป่าและออกไปหาฟืนมาร่วมปรุงอาหารแจกจ่ายกันกิน เพราะไฟฟ้าและน้ำประปาบนเขาถูกตัดขาดและพังทลาย
“เมื่อใดที่พวกเราได้ยินเสียงปีกใบพัดเจ้านกยักษ์แหวกอากาศ ฝูงชนก็จะแห่กันมารอรับของแจก บางคนเดินทางไกลหลายสิบกิโลเมตร บางคนเดินเท้าร่วมๆ ร้อยกิโลเมตรก็มี” ลุงวิรัตน์ เล่า
ชาวบ้านที่นี่รู้ตัวทุกคนต่างถนอมร่างกายและสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วยเพราะทราบดีว่าการเดินทางให้หลุดจากกรุงชิงยากแสนเข็ญเพียงใด หนทางเดียวที่ออกไปได้ คือ เกาะเจ้าเครื่องบินชีนุกเพียงอย่างเดียว
ตลอดวันเจ้านกยักษ์บินขึ้นลงตลอดวันให้บริการประชาชนส่งเสบียง หน่วยแพทย์ คนป่วยคนบาดเจ็บหรือประชาชนคนใดประสงค์อยากไปพบญาติในตัวเมืองนครศรีธรรมราช
ร.อ.สุวรรณ จันผ่อง นักบินกองบินทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก กล่าวว่า แม้ระยะทางจากสนามกีฬาโรงเรียนนบพิตำ หรือศูนย์อพยพผู้ประสบภัยพิบัติ กับหมู่บ้านกรุงชิงไม่ได้ไกลกันมากนักใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที แต่การปฏิบัติภารกิจแต่ละเที่ยวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้สภาพอากาศจะเลวร้ายแต่สมรรถนะของเจ้าชีนุกจะรับไหว แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงเพราะเราต้องขนชีวิตชาวบ้านหลายร้อยชีวิตดังนั้นความปลอดภัยจึงต้องมาก่อน
จรวยพร กลิ่นทานตะวัน ชาวบ้านหมู่ 6 เล่าว่า ใกล้เปิดเทอมแล้วแต่ยังไม่ได้พาลูกไปรายงานตัวที่โรงเรียนเลย ไม่รู้ว่าเปิดเทอมปีนี้ลูกๆ จะได้เรียนหนังสือหรือไม่ และก็เป็นห่วงลูกสาวที่เรียนหนังสืออยู่กรุงเทพมหานคร จะเป็นอย่างไรบ้างเพราะลูกสาวไม่สามารถเดินทางกลับได้และเธอเองก็ติดต่อกับลูกสาวไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เธออยากฝากข้อความให้ลูกรู้ว่า แม่สบายดีไม่ต้องเป็นห่วงก็เท่านั้นเอง
หากเปรียบเทียบการสูญเสียชีวิตตำบลกรุงชิงมีน้อยมาก แต่พื้นที่ความเสียหายที่เป็นที่อยู่อาศัยหนักไม่แพ้ที่อื่นๆ ในเมืองคอน ทะเลโคลนแดงฉานท่วมทับหมู่บ้าน สะพานเชื่อมต่อพังเสียหาย สวนปาล์ม หรือยางพาราราบเรียบเสมอน้ำ บ้านช่องกว่าร้อยครัวเรือนโผล่ให้เห็นแค่หลังคา
คลองกลายที่เคยเป็นเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตคนกรุงชิงก็ท่วมขังมองเห็นเป็นแอ่งกระทะความเสียหายทั้งหมด คงใช้เวลาอีกนานเท่าไรไม่รู้กว่าจะฟื้นฟูได้ ที่แน่ๆ บทเรียนนี้ สร้างบาดแผลให้คนกรุงชิงหวาด กลัวฝนหลงฤดูในหน้าร้อนไปอีกนาน







