
อยู่กับพิบัติภัยอย่างเป็นสุข ด้วยการรู้ทัน
ทุกฝ่าย จะต้องร่วมมือกันบูรณาการ ความรู้ที่มีอยู่เพื่อระวังป้องกัน อย่างมีระบบ เพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความตระหนักถึงปัญหาทั้งหมดให้กับทุกคน...
ทุกฝ่าย จะต้องร่วมมือกันบูรณาการ ความรู้ที่มีอยู่เพื่อระวังป้องกัน อย่างมีระบบ เพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความตระหนักถึงปัญหาทั้งหมดให้กับทุกคน...
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
วันที่ 26 ธ.ค. 2547 แผ่นดินไหวขนาด 9.3 ริกเตอร์ โดยมี ศูนย์กลาง ในทะเลนอกชายฝั่งด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย ทราบเหตุดังกล่าว ตั้งแต่ ช่วงประมาณ 7 โมงเช้าของวันนั้น แต่กลับไม่มีสื่อใดเสนอข่าวในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีการอกประกาศเตือนอย่างจริงจัง ว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเพียงรายการวิทยุรายการหนึ่งเท่านั้นที่ พูดถึงเรื่อง "คลื่นยักษ์" ซึ่งหลายคนฟังเป็นเรื่องไกลตัว 6 จังหวัด ฝั่งทะเลอันดามัน ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในเวลา 10 โมง ของวันนั้นคืออะไร
ต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้น จึงนำไปสู่ เหตุการณ์ ที่ทำให้ มีผู้เสียชีวิตทั้งคนไทยและต่างชาติมากกว่า 5,000 คน และสูญหายมากกว่า 2,000คน อาคารบ้านเรือน โรงแรมที่พักเสียหายอย่างยับเยินและพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยได้รับผลกระทบมากมาย
เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2551มีขนาด 7.7 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 7หมื่น ราย เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ 12 ม.ค. 2553 ขนาด 7 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิต ล่าสุดที่เกิดขึ้น ทางตะวันออกของเกาะของเมืองฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ความสูญเสียยังประเมินไม่ได้
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือสิ่งที่ สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาที่จะทบทวนกันอีกครั้งว่า วันนี้การซ้อมรับมือสึนามิ จะเป็นแค่การแสดงโชว์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วม สถานประกอบการโรงแรมต่างๆ ไม่ประกาศความพร้อมในการรับมือ ระบบเตือนภัยยังไม่เป็นระบบเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทในกรณีการเกิดปัญหาธรณีพิบัติภัย ไม่ได้แล้ว
“หลังจากเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 ผมได้ติดตามมาข้อมูลมาโดยตลอด เพราะคิดว่ามันต้องเกิดขึ้นอีก ซึ่งก็เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.นี้ และเชื่อว่าในวงแหวนไฟมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะแผ่นดินไหวในรอบ 10 ปีรอบๆ ประเทศไทยพบมีความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ และยังขยับเข้าใกล้ประเทศไทยอีกเช่นกัน
ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2518-2554 พบมีแผ่นดินไหวขนาด 5-5.9 ริกเตอร์ เกิดขึ้น 303 ครั้ง ความถี่มากตั้งแต่ปี 52 เป็นต้นมา โดยรอยเลื่อนที่น่าเป็นห่วงจากประเทศพม่าคือรอยเลื่อนสะแกง ที่พาดผ่านมาทางด้านตะวันตกและลงไปในทะเลอันดามัน จึงน่าเป็นห่วงมาก เพราะหากด้านบนขยับเมื่อไร กทม. ก็จะได้รับผลกระทบด้วย เนื่องจากหากไหวระดับ 7 ริกเตอร์จะมระยะห่างถึงกทม.เพียง 530 กม.เท่านั้น ส่วนจากเกาะสุมาตรา จะมีระยะทางประมาณ 1,000 กม. ดังนั้นจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมประชาชนให้สามารถอยู่ได้กับภัยพิบัติที่มีมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสีย” สุวิทย์ระบุความพร้อมในงานเสวนาเรื่อง “พิบัติภัยอย่างเป็นสุขได้อย่างไร ?” โดยระบุอีกว่า ความพร้อมดังกล่าวนี้เอง จะทำให้คนไทยรู้เท่าทันภัยพิบัติ และอยู่อย่างเป็นสุขได้
ขณะที่ เลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผอ.กองธรณีพิบัติภัยและสิ่งแวดล้อม ทธ. กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เนื่องจากในอดีตเคยมีแผ่นดินไหวขนาด 5 ริกเตอร์มาแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะไหวระดับรุนแรงขึ้นไม่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนที่ระบุว่ามีการไหวอีกจุดที่เกิดจากรอยเลื่อนปัว จ.น่านนั้น กรมทรัพยากรธรณีได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ยังไม่ตรวจพบการสั่นไหวในรอยเลื่อนนี้
เลิศสิน ระบุว่า ตัวอย่างล่าสุด กรณีที่นักวิชาการระบุว่าพบรอยเลื่อนนครนายกเป็นรอยเลื่อนใหม่ ว่า รอยเลื่อนดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายๆ รอยเลื่อนที่มีในประเทศไทย แต่ไม่มีพลังแล้ว และไม่จำเป็นต้องอยู่ในบัญชี 13 รอยเลื่อน ที่กรมเคยประกาศไว้ในช่วงปี 2549 เนื่องจากการจะประกาศรอยเลื่อนมีพลังนั้น ต้องใช้หลักการอย่างน้อย 5 ข้อ คือ 1. ในช่วง 1 หมื่นปีที่ผ่านมา ต้องเคยมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ซึ่งสามารถตรวจสอบจากตะกอนดิน 2.เคยเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวขนาดเล็กหรือไม่ 3. ต้องเห็นรูปร่างลักษณะที่ทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง 4.สัมพันธ์กับรอยเลื่อนที่มีพลังอื่นๆ และ 5.เกิดลักษณะของทางน้ำไหลหรือร่องน้ำ เช่น กรณีแม่น้ำโขง ที่มีลักษณะคดโค้งเพื่อหลีกเลี่ยงรอยเลื่อนตามเส้นทาง
"ในอนาคตถ้ามีการศึกษาพฤติกรรมของรอยเลื่อนในประเทศไทย แล้วพบว่ามีพลังและมีหลักฐานทางวิชาการเพียงพอก็อาจจะมีการประกาศเพิ่มเป็นรอยเลื่อนที่ 14 หรือ 15 ขณะนี้กำลังมีการทบทวนและวิจัยพฤติกรรมของรอยเลื่อนอื่นๆเพิ่มเติมอาทิ แถวจ.ตรัง ซึ่งพบร่องรอยของหินที่ร่วงหล่นลงมาแปลกและมีน้ำพุร้อนอยูในพื้นที่ด้วย รวมทั้งรอยเลื่อนท่าอุเทน จ.อุตรดิตถ์ ส่วนรอยเลื่อนนครนายกนั้น ผลการตรวจสอบยืนยันว่ายังไม่สามารถจับความสั่นไหวได้เลย แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงว่าเป็นรอยเลื่อนที่ตายแล้วหรือไม่ ข้อเป็นห่วงของนักวิชาการทาง ทธ. จะเชิญนักวิชาการที่มีข้อมูลมาหารือกันในเรื่องนี้ต่อไป"เขากล่าว
ด้าน สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในส่วนของความกังวลเรื่องแผ่นดินไหวในกรุงเทพ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วย งานวิจัยของ ม.เกษตร เรื่อง ข้อมูลความลึกของชั้นดินเหนียวอ่อน กทม.ซึ่งพบว่า ยิ่งใกล้ปากแม่น้ำยิ่งมีความสี่ยงต่อการรับคลื่นแผ่นดินไหว โดยเฉพาะบริเวณ สนามบินสุวรรณภูมิเป็นบริเวณที่มีคุณภาพดินที่น่ากังวลที่สุด
ในส่วนของเขื่อนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ภาพรวมทั้งประเทศ มีข้อมูลที่ตรงกันว่า สาเหตุที่ทำให้เขื่อนพัง มาจากการใช้งานปกติอันดันแรก ตามมาด้วยการรั่วซึม สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จะทำให้เขื่อนพังมีแค่ 1% เท่านั้น โดยเฉพาะหาก เขื่อนนั้นถูกออกแบบโดยวิศวกร
"เขื่อนขนาดใหญ่ ก่อนออกแบบสร้าง ต้องคำนึงหลายด้าน แม้แต่เรื่อง แผ่นดินไหว วิศวกรก็ต้องคำนวณไว้ล่วงหน้า"สุทธิศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือหลังเกิดแผ่นดินไหวที่พม่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือเขื่อนขนาดกลางและเล็ก ขณะนี้ กรมชลประทานถ่ายโอนให้กับองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่ทั้งหมด 5,000 แห่งซึ่ง 80%.ในจำนวนนี้น่าเป็นห่วง” สุทธิศักดิ์ ระบุ
ก่อนจะบอกว่า หลังจากนี้ ทุกฝ่าย จะต้องร่วมมือกันบูรณาการ ความรู้ที่มีอยู่เพื่อระวังป้องกัน อย่างมีระบบ เพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความตระหนักถึงปัญหาทั้งหมดให้กับทุกคน







