
แพทย์ไทยได้รับรางวัลทรงเกียรติของอังกฤษ (3)
การตัดสินใจใช้ระบบเหมาจ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของประกันสังคม
การตัดสินใจใช้ระบบเหมาจ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของประกันสังคม
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
การตัดสินใจใช้ระบบเหมาจ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของประกันสังคม โดยกำหนดอัตราเหมาจ่ายรายหัวปีละ 700 บาท เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานทั้งทางทฤษฎีและข้อมูลจากการคำนวณอย่างชาญฉลาด
เป็นไปตามคาด ในปีแรก ผู้ประกันตนยังไปใช้บริการต่ำกว่าที่คาดไว้มาก จากที่คำนวณไว้ปีละ 3 ครั้ง ไปใช้บริการจริงเพียง 1 ครั้งเศษๆ เท่านั้น สำหรับคนไข้ในก็มีอัตราต่ำกว่า ที่คาดไว้มาก จนถึงปี 2553 อัตราการใช้บริการคนไข้ในยังต่ำมาก เพียง 0.049 ครั้งต่อคนต่อปีเท่านั้น ยังไม่ถึงครึ่งของ 0.1 ครั้งต่อคนต่อปี หลังจากเริ่มระบบประกันสังคมไปเกือบ 20 ปีแล้ว
ความจริงที่ปรากฏเหล่านี้ สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ 1) ผู้ประกันตนพึงพอใจที่ได้รับบริการครอบคลุมกรณีคนไข้นอกด้วย 2) โรงพยาบาลที่ให้บริการ พึงพอใจที่สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะในช่วง 4–5 ปีแรก โรงพยาบาลส่วนมากทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ บางแห่งหรือบางเครือข่ายถึงขั้นร่ำรวย จนลงทุนขยายเตียง ขยายสาขาได้มาก 3) ประกันสังคมพอใจที่ให้บริการได้เกินกว่าที่คิดไว้ และนอกจากควบคุมค่าใช้จ่ายได้แล้ว กองทุนยังมีความมั่นคงอย่างดี นอกจากไม่ต้องเพิ่มอัตราเงินสมทบให้สูงกว่า 1.5% ของเงินเดือน แล้วยังลดอัตราเงินสมทบทั้งจากผู้ประกันตนและนายจ้าง ในบางช่วงรัฐบาลเองก็ลดการจ่ายสมทบในช่วงที่มีปัญหาทางการเงินการคลังด้วย แม้กระนั้นในปัจจุบันยังมีเงินกองทุนส่วนนี้เหลืออยู่กว่าแสนล้านบาท
แม้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ นพ.วิโรจน์ยังมิได้พอใจกับระบบที่ประสบความสำเร็จจึงได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนารูปแบบ “บัตรสุขภาพ” ต่อจากที่ นพ.อมร นนทสุต ได้ริเริ่มไว้ โดยงานดังกล่าวเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ซึ่งได้รับรางวัลทรงเกียรติจากสถาบันการศึกษาในอังกฤษดังกล่าวแล้ว
เพื่อสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่คนไทยทุกคน นพ.วิโรจน์ได้สร้าง “ภาพประติมา” ของระบบดังกล่าวไว้พร้อมพอสมควร มีตัวเลขเสร็จสรรพว่าภาพฝันดังกล่าวสามารถสร้างได้โดยจะต้องใช้เงินเพิ่มจากที่รัฐบาลใช้อยู่แล้วเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้ “ผู้นำ” ที่ต้องการกำหนดนโยบายนี้ ตัดสินใจได้ด้วยความมั่นใจ บนพื้นฐานข้อมูล มิใช่การคาดเดา
เมื่อ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นำข้อเสนอนี้เสนอต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างที่กำลังก่อตั้งพรรคไทยรักไทยให้เป็นพรรคการเมืองแนวใหม่ ที่มุ่งหาเสียงด้วยการประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรม แทนการกล่าวปราศรัยโจมตีคู่แข่ง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจ “รับ” เป็นนโยบาย และได้ลงมือทำจริงเมื่อพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง
เมื่อถึงเวลาต้องเริ่มลงมือจริง พ.ต.ท.ทักษิณได้เรียกประชุม “เวิร์กช็อป” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นพ.วิโรจน์เป็นผู้เสนอข้อมูลที่เป็นตารางแสดงรายการค่าใช้จ่ายทุกรายการอย่างชัดเจน ละเอียดหมดว่าแต่ละรายการต้องใช้เงินปีละกี่บาท กี่สตางค์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากการศึกษามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีประสบการณ์จริงทั้งจากระบบประกันสังคม และผลการศึกษาวิจัยอีกหลายชิ้น สามารถตอบคำซักถามทุกข้อด้วยความมั่นใจ
อัตราเหมาจ่ายรายหัวสำหรับปี 25442545 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นพ.วิโรจน์ เสนอ เพียง 1,202 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งครอบคลุมทั้งคนไข้นอกคนไข้ใน และอื่นๆ ข้อสำคัญสามารถให้บริการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคได้ด้วยซึ่งเป็นความก้าวหน้ากว่าระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมเฉพาะการรักษาพยาบาลเท่านั้น
ตัวเลข 1,202 บาท ถูกวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ต่างสำนักว่าต่ำไปมาก แต่ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นตัวเลขจากการคำนวณที่แม่นยำ เพราะสามารถยืนอัตรานี้ได้ถึง 3 ปี โดยระบบสามารถพัฒนาไปได้และเงินจำนวนนี้ยังแบ่งไปสร้างระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและระบบการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการได้ด้วย
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมิใช่เป็นแค่ความฝัน แต่ปรากฏเป็นจริงแล้ว นอกจากก่อประโยชน์มากมายแก่ประชาชนชาวไทยแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับและชื่นชมของชาวโลกด้วย
แน่นอน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย สำเร็จเพราะหลายคนหลายฝ่ายมีส่วนร่วม แต่ นพ.วิโรจน์ คือ “นายช่าง” คนสำคัญ ถ้าระบบนี้คือ “ประติมาสาธารณสุขไทย” นพ.วิโรจน์คือนายช่างผู้รังสรรค์คนสำคัญโดยแท้
ในฐานะนักสาธารณสุขคนหนึ่ง ผลงานเพียงสองชิ้นนี้ ก็ควรค่าแก่การที่ นพ.วิโรจน์จะได้รับเหรียญรางวัลเอดวิน แชดวิค อันทรงเกียรติแล้ว







