
ญี่ปุ่นเสียแชมป์พี่เบิ้มแห่งอาเซียน
ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนมาหลายสิบปี
ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนมาหลายสิบปี
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนมาหลายสิบปี
ทั้งปล่อยกู้ทางตรงและปล่อยผ่านสถาบันการเงินของญี่ปุ่น อย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หรือธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจกา)
แต่เมื่อญี่ปุ่นกลายเป็น “เสือลำบาก” จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิและแผ่นดินไหวถล่ม ทำให้ญี่ปุ่นอาจต้องหันไปประคับประคองตัวเองก่อนที่จะช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคนี้
เมื่อมีการประเมินคร่าวๆ ว่าญี่ปุ่นอาจได้รับความเสียหายในเชิงมูลค่าสูงสุดถึง 1 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องเก็บเงินไว้เพื่อชดเชยความสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ในส่วนของประเทศไทยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ของไทยกู้เงินจากญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 67% ของยอดหนี้สาธารณะ 4 ล้านล้านบาท
โครงการลงทุนสำคัญๆ อาทิ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย
โครงการขยายถนนทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร ระยะที่ 2 ของกรมทางหลวง และโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ เป็นต้น
ข้อดีของการกู้เงินจากญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ เป็นเงินกู้ระยะยาว ผ่อนปรนดอกเบี้ย และมีการอนุมัติโครงการไม่เข้มงวดมากนัก
แต่ข้อเสียคือสัญญาเงินกู้ของญี่ปุ่นมักมีเงื่อนไขการจ้างบริษัทรับเหมาจากญี่ปุ่นเป็นหลัก ซึ่งเป็นพันธนาการที่ฝ่ายไทยไม่ชอบ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆ ญี่ปุ่นมีการผ่อนคลายกฎเหล็กเหล่านี้ไปมาก
นายอรรคศิริ บุรณศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) มองว่า ญี่ปุ่นอาจชะลอความช่วยเหลือประเทศทางการเงินในภูมิภาคอาเซียนลงบ้างในระยะสั้น
เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงินในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน บ้านเรือนประชาชนของตัวเองก่อน โดยโครงการเพื่อความร่วมมือด้านการศึกษา น่าจะถูกระงับไปชั่วคราวก่อน รอให้ญี่ปุ่นฟื้นก็จะเริ่มตั้งต้นกันใหม่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบขณะนี้ทางญี่ปุ่นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเงินกู้ที่ให้กับไทย
นายอรรคศิริ กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ประเทศจีนก็มีโอกาสเข้ามาเป็นพี่ใหญ่แทนที่ญี่ปุ่น เนื่องจากที่ผ่านมาจีนพยายามเข้ามาปล่อยเงินกู้ในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ทั้งปล่อยกู้ผ่านพม่า ไทย ลาว กัมพูชา เพื่อพัฒนาด้านการลงทุนภายในประเทศ
รวมทั้งจีนยังเข้ามาพัฒนาผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกลุ่มอาเซียนบวก 3
ผู้อำนวยการ สพพ. มองด้วยว่า สัดส่วนการถือหุ้นในหน่วยงานทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น เอดีบี อาจจะมีการเปลี่ยนไปในอนาคต โดยจีนมีแนวโน้มเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่องค์กรระหว่างประเทศทัดเทียมกับญี่ปุ่น
แต่ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขหรือสูตรในการคำนวณการเพิ่มเงินทุนของประเทศสมาชิกเอดีบีด้วยว่า จะเปิดทางให้จีนเข้ามามีบทบาทแทนที่ญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน
นายอรรคศิริ เชื่อว่า ญี่ปุ่นยังมีศักยภาพทางการเงินสูง เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ารายใหญ่แล้ว ยังส่งออกเงินกู้ด้วย โดยมีการปล่อยเงินกู้ให้ประเทศต่างๆ จำนวนมาก
ส่งผลให้ขณะนี้ญี่ปุ่นมีกระแสเงินสด หรือมีรายได้กลับเข้าประเทศตลอดเวลา เช่น ทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแน่นอน
นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังถือเป็นประเทศที่มีสินทรัพย์อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ โดยเป็นสินทรัพย์ที่เก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ ทั่วโลก จึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฐานะทางการเงิน
ญี่ปุ่นอาจมีการขายสินทรัพย์ที่ฝากไว้ในที่ต่างๆ แต่จะไม่มีการเรียกเงินกู้ที่ผูกผันกับประเทศต่างๆ กลับ เพราะส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะยาว
นอกจากนั้นการเรียกเงินกู้กลับจะเป็นการเสียเครดิต เพราะนานาชาติอาจมองว่าญี่ปุ่นมีปัญหาทางการเงินได้ ทั้งที่ความจริงแล้วญี่ปุ่นยังมีฐานะการเงินที่แกร่งมาก
“เบื้องต้นผมเชื่อว่าญี่ปุ่นจะไม่มีการเรียกเงินกู้ที่ให้กับไทยกลับแน่นอน” ผู้อำนวยการ สพพ. กล่าว
ดังนั้น ปีนี้ทั้งปีจึงต้องจับตาสถานะพี่เบิ้ม “ซูโม่” แห่งเอเชียของญี่ปุ่นว่าจะสั่นคลอนจากสถานการณ์คลื่นยักษ์มากน้อยแค่ไหน
แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นที่สะสมความมั่งคั่งมานานกว่า 4 ทศวรรษ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียเข็มขัดแชมป์เจ้าบุญทุ่มไปให้กับจีนในช่วงสั้นๆ
แต่ด้วยสินทรัพย์ทั้งของรัฐบาลและเอกชนญี่ปุ่นมูลค่ามหาศาล น่าจะทำให้ซูโม่กลับมาผงาดในเวทีอีกครั้ง ในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า







