
พรรคร่วมโหวตผ่านซักฟอกไม่แตกแถวสู่มิตรภาพเลือกตั้ง
เข้าสู่วันสุดท้ายศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการลงมติชี้ขาดว่า “ไว้วางใจ” หรือ “ไม่ไว้วางใจ” จะเป็นวันใด
เข้าสู่วันสุดท้ายศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการลงมติชี้ขาดว่า “ไว้วางใจ” หรือ “ไม่ไว้วางใจ” จะเป็นวันใด
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เข้าสู่วันสุดท้ายศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการลงมติชี้ขาดว่า “ไว้วางใจ” หรือ “ไม่ไว้วางใจ” จะเป็นวันใด แต่ที่ “ชัดเจน” คือคงไม่มีการแตกหักในพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นโหวตแตกหักในการลงมติเที่ยวนี้
แน่นอนว่า “โค้งสุดท้าย” ก่อนยุบสภา ต้นเดือน พ.ค. พร้อมเดินหน้าสู่โหมดการเลือกตั้งตามปฏิทินการเมืองของนายกฯ คงไม่มีพรรคใด “ใจกล้า” ถึงขั้นประกาศตัวเป็นศัตรูทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
ยิ่งในวันที่ “ชาติไทยพัฒนา” ผนึกกำลัง “ภูมิใจไทย” เพิ่มอำนาจต่อรองด้วยยุทธศาสตร์ “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” ซึ่ง บิ๊กเติ้งบรรหาร ศิลปอาชา และบิ๊กเนเนวิน ชิดชอบ ครุ่นคิดมาเป็นอย่างดีกับการยกระดับสถานะพรรคตัวแปรขึ้นมาอีกขั้น
ปฏิบัติการ “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ที่ 2 “พรรคตัวแปร” รีบประกาศท่าทีตั้งแต่ก่อนไก่โห่ช่วงนี้ ย่อมเป็นหมากตาสำคัญ ซึ่งหวังผลไม่ใช่แค่การเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น แต่ยังหวังผลในเสียงโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้
จัดเป็นการแก้เกมหลังเพื่อไทย “ล็อกเป้า” อภิปรายฯ เฉพาะรัฐมนตรี จาก “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” คู่แข่งสำคัญในพื้นที่เลือกตั้งของเพื่อไทย พร้อมเปิดฉากถล่มเรียงตัวหวังดิสเครดิตคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง
ไล่เรียงมาตั้งแต่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.มหาดไทย ที่ถูกถล่มด้วยโครงการส่อทุจริตหลายโครงการตั้งแต่โครงการจัดซื้อที่ดินเพื่อเก็บน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค จ.กระบี่ โครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง
โครงการจัดสรรงบภัยแล้งเข้าพื้นที่เขตเลือกตั้งของตัวเอง 873 ล้านบาท รวมไปถึงการใช้งบให้กับพวกพ้องในการเลือกตั้งซ่อม จ.นครราชสีมา
จนถึงปัญหาใหญ่อย่างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะผู้ก่อตั้ง บริษัท ชิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรัฐ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และโครงการแอร์พอร์ตลิงก์
โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ที่ถูกถล่มด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง การจัดประกวดราคาซื้อหัวรถจักรรถไฟเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า (ลาดกระบังแหลมฉบัง) และการจัดซื้อรถตู้ 2 หมื่นคัน เพื่อทำโครงการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร
พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กับโครงการระบายข้าว และการระบายข้าวโพดจากสต๊อก รวมทั้งการกักตุนน้ำตาลที่เป็นแผลใหญ่ให้ถูกโจมตี พร้อมแฉไปถึงคนสนิทในนาม “แก๊งหูบี้” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์
ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป้าใหญ่อยู่ที่เรื่องที่ดินของรัฐและการสร้างถนนเข้าที่ดินของตัวเอง ในพื้นที่ป่าดงพะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม
ทั้ง “แผลเก่า” และ “แผลใหม่” ทำเอารัฐมนตรีจากภูมิใจไทยออกอาการเป๋ไปเป๋มาแบบไม่สามารถชี้แจงได้เต็มปากเต็มคำ บางคนถึงขั้นก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารที่จัดเตรียมมาชี้แจง กลายเป็นจุดอ่อนที่สุ่มเสี่ยงให้พรรคร่วมลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ
แต่ทว่าจากการผนึกกำลัง “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” ย่อมสร้างแรงบีบไม่ให้มีใครกล้าแตกแถวโหวตไม่ไว้วางใจกันเอง เมื่อการเลือกตั้งครั้งหน้างวดเข้ามาทุกที
ฝั่ง “รัฐมนตรี” จากประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ด้วยข้อมูลหักล้างและลีลาการชี้แจงที่ตระเตรียมมาก็พอจะกล้อมแกล้มเคลียร์ตัวเองได้ ยกเว้นบางเรื่อง อย่าง 3จี ที่ถูกถล่มเละ จน จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องรับไปเต็มๆ
แน่นอนว่าการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรี ไม่น่าจะมีปัญหากับการได้รับเสียง “ไว้วางใจ” เกินกึ่งหนึ่ง แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ เสียงโหวต “ไม่ไว้วางใจ” ของรัฐมนตรีจากภูมิใจไทย ซึ่งเคยมีบทเรียนจากครั้งก่อน สส.เพื่อแผ่นดินส่วนหนึ่งโหวตไม่ไว้วางใจมาแล้ว
การอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีก 5 คน ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. และวันที่ 1 มิ.ย. 2553 และลงมติในวันที่ 2 มิ.ย. 2553 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 236 เสียง และ โสภณ ซารัมย์ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 234 เสียง
ห่างจาก “อภิสิทธิ์” ซึ่งได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 246 เสียง หรือแม้แต่ กษิต ภิรมย์ รมต.สายล่อฟ้า ซึ่งได้คะแนนเสียงไว้วางใจน้อยสุดในฝั่งประชาธิปัตย์ยังได้คะแนนเสียงไว้วางใจมากกว่า 2 รัฐมนตรีจากภูมิใจไทย
ครั้งนั้นถือเป็นการงัดข้อระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อแผ่นดิน ซึ่งสุดท้ายประชาธิปัตย์เลือกยืนอยู่ข้างภูมิใจไทยและเขี่ยเพื่อแผ่นดิน ตัดขาดกลุ่ม 3พี พ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) โละ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีต รมว.อุตสาหกรรม และ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.ไอซีที
ปมปัญหาสำคัญคือเรื่องพื้นที่ทับซ้อนของทั้งภูมิใจไทยและเพื่อแผ่นดิน ที่ยังต้องแข่งกันในหลายพื้นที่ ทั้ง จ.สุรินทร์ และนครราชสีมา ที่สองหวัดก็มี สส.รวมกันถึง 25 คน ยังไม่รวมกับจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องแก่งแย่งกัน
การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้จึงต้องดูว่า “เพื่อแผ่นดิน” ที่ยังอยู่ฝั่งรัฐบาลคอยโหวตสนับสนุนรัฐบาล ทั้งการพิจารณางบประมาณ หรือกฎหมายอื่นๆ ครั้งนี้ จะมีการแตกหักประกาศลงมติไม่ไว้วางใจภูมิใจอีกหรือไม่
แม้จะเป็นเพียงแค่ไม่กี่คะแนน แต่ก็ส่งสัญญาณและสะท้อนทิศทางกลุ่มก้อนการเมืองได้ชัดเจน







