
ยังไม่รู้ชะตากรรมแรงงานไทย
นายกฯ เผย กต.-แรงงาน ตั้งศูนย์ประสานช่วยคนไทยในญี่ปุ่น ชงครม.ช่วยเหลือจันทร์นี้ ขณะที่ แรงงานไทย กว่า 20,000 คน ยังไม่รู้ชะตากรรม เหตุระบบโทรศัพท์ล่ม
นายกฯ เผย กต.-แรงงาน ตั้งศูนย์ประสานช่วยคนไทยในญี่ปุ่น ชงครม.ช่วยเหลือจันทร์นี้ ขณะที่ แรงงานไทย กว่า 20,000 คน ยังไม่รู้ชะตากรรม เหตุระบบโทรศัพท์ล่ม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว 8.9 ริคเตอร์ และเกิดคลื่นสึนามิถล่มในประเทศญี่ปุ่น ว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานได้มีการประสานงานและจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานและสามารถจะติดต่อกับหน่วยงานของเราที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ฉะนั้น รายละเอียดจะมีการแจ้งเบอร์โทรศัพท์สำหรับสอบถามการติดต่อ เพื่อให้ประชาชนคนไทย ญาติพี่น้อง ที่อาจะมีบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสามารถสอบถาม และถ้ามีความจำเป็นในการประสานขอความช่วยเหลือในเรื่องใด ได้มีการดำเนินอยู่ในขณะนี้ ทั้งในสองกระทรวงที่เกี่ยวข้องและจะได้มีการรายงานให้ทราบ รายละเอียดความคืบหน้าถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม ประการที่สอง ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น ตนเองเชื่อว่าคนไทยคงจำได้ตอนที่ประเทศไทยประสบกับภัยสึนามิ ประเทศญี่ปุ่นได้มีการให้ความช่วยเหลือ แสดงน้ำใจ ฉะนั้น เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น เรื่องของการช่วยเหลือในรูปแบบใด ก็จะดูตามความต้องการ ความเหมาะสม ทางฝ่ายไทยก็พร้อม และคิดว่าวันจันทร์นี้ (14 มี.ค) ซึ่งจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คงจะสามารถรวบรวมว่ามีอะไรบ้างที่เราคิดว่าสามารถช่วยเหลือให้การสนับสนุนทางประเทศญี่ปุ่นได้
ไม่รู้ชะตากรรม 20,000 แรงงานไทย
นายสุเมธ มโหสถ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่สูงกว่า 10 เมตร พัดถล่มหลายเมืองโดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงกรุงโตเกียวว่า จากการตรวจสอบกับสำนักบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศพบ ว่า ขณะนี้มีแรงงานไทย เดินทางไปทำงานและฝึกงานแบบมีรายได้ที่ประเทศญี่ปุ่น กระจายอยู่ในหลายเมือง รวมกว่า 19,700คน จากจำนวนคนไทยทั้งหมดกว่า 42,200คน แบ่งเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย 13,700 คน แบ่งเป็นแรงงานวิชาชีพ และฝีมือ กว่า 2,400 คน กึ่งฝีมือฝึกงาน 4,300 คน และแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้มีวีซ่าในการทำงาน กว่า 7,000 คน และแรงงานผิดกฎหมายกว่า 6,000 คน
ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยได้ เพราะระบบโทรศัพท์ที่ประเทศญี่ปุ่นล่มชั่วคราว และได้มีการอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากสถานทูตไทยในกรุงโตเกียวแล้ว อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีคำสั่งด่วน ให้ตั้งคณะทำงานเตรียมการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ภัยสงคราม หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆทั่วโลก โดยให้นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และ เพื่อคอยติดตามช่วยเหลือแรงงานในประเทศต่างๆให้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ญาติแรงงานไทยในญี่ปุ่น โทรสอบถามได้ที่สายด่วน 1694 ตลอด 24 ชม.
ท่องเที่ยวรอประเมินสถานการณ์
นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น กล่าวว่า เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งตะวันออกทางตอนเหนือประเทศญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศของคนญี่ปุ่นในระยะสั้นช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.นี้ โดยต้องรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีความเสียหายเพียงใด ก่อนจะประเมินสถานการณ์ได้อีกครั้ง
ทั้งนี้พื้นที่เกิดเหตุบริเวณเมืองเซ็นได ซึ่งเมืองดังกล่าวนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย ประมาณ 2-3 หมื่นคน/ปี ถ้าความเสียหายไม่มาก สถานการณ์ต่างๆจะสามารถฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีคนตายจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและจิตวิทยาคนทั้งประเทศ อาจส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวโกล์ดเด้นท์วีค ปลายเดือนเม.ย.-ต้นเดือนพ.ค.นี้
นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินเหตุการณ์ว่านักท่องเที่ยวคนไทยที่เตรียมเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วง 1-2 วันนี้ จำนวนกว่า 1,000 คน จะสามารถเดินทางได้หรือไม่ เพราะสนามบินนาริตะได้ปิดให้บริการ
ทั้งนี้เมืองที่เกิดสึนามิไม่ได้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวหลักของคนไทย อย่างเมืองเซ็นได มีคนไทยเดินทางเฉลี่ย 6,000-7,000 คน/ปีเท่านั้น ขณะที่เมืองโตเกียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามปกติ โดยในปีนี้สมาคมฯตั้งเป้าคนไทยไปญี่ปุ่นเติบโต 30% ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมาคมฯอาจปรับแผนการตลาดหรือเป้าหมายการเติบโตให้สอดคล้องกับสถานการณ์
สธ.จัดทีมแพทย์รอช่วยเหยื่อสึนามิ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตรียมทีมแพทย์ พยาบาล 3-4 ทีม เพื่อเตรียมความพร้อม หากได้รับการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะให้ไปช่วยดูแลในส่วนของการช่วยเหลือที่ประเทศญี่ปุ่นก็ยินดี แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องเตรียมความพร้อมของประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ ได้สั่งการให้สถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ที่อาจเป็นพื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งมีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นผู้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์







