
วัดใจไม่อุ้มดีเซลหวังราคาโลกลด
กบง.เบรกอุ้มดีเซลหลังน้ำมันโลกเริ่มลดลง ยันกองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินสด 2 หมื่นล้านบาท
กบง.เบรกอุ้มดีเซลหลังน้ำมันโลกเริ่มลดลง ยันกองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินสด 2 หมื่นล้านบาท
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมยังไม่พิจารณาเพิ่มอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับลดลง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจาก 111.63 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 108.06 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่ราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงมาอยู่ที่ 130.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 131.38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ 94 สต./ลิตร จึงยังไม่จำเป็นต้องปรับราคาดีเซลในตอนนี้
ทั้งนี้ การเพิ่มการชดเชยราคาดีเซลไม่ได้คำนึงถึงค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน แต่พิจารณาในเรื่องของต้นทุนของราคาน้ำมันเป็นหลัก โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลง เนื่องจากมีข่าวผู้นำลิเบียยอมที่จะเจรจากับฝ่ายตรงข้าม ส่งผลต่อจิตวิทยาทำให้ตลาดน้ำมันคลายความกังวลได้
“ประชุม กบง.ครั้งนี้ ถือว่าพลิกล็อกเพราะยังไม่ต้องชดเชยราคาดีเซลเพิ่ม ทำให้ยังหายใจได้อีกเฮือก โดยสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเงินสดอยู่ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ตรึงราคาดีเซลในระดับนี้ได้ถึงเดือน เม.ย.” นพ.วรรณรัตน์ กล่าว
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานยึดค่าการตลาดน้ำมันที่ระดับ 1.30 บาท/ลิตร ในการพิจารณาช่วยชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล จากเดิมที่ผ่านมาผู้ค้าน้ำมันอ้างว่าค่าการตลาดน้ำมันที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับ 1.50 บาท/ลิตร ซึ่งถือว่าผู้ค้าน้ำมันต้องช่วยกันในสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้
นายศิวะนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (สบพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันฯ มีเงินสดอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และหากอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับนี้จะสามารถดูแลได้ถึงเดือน เม.ย. แน่นอน****ส่วนที่มองว่ามีความสับสนในเรื่องตัวเลขกองทุนน้ำมันฯ เหลืออยู่จำนวนเท่าไหร่นั้น ถ้ามองสถานะในปัจจุบันยังมีเงินสดเพียงพอในการดูแลราคาน้ำมัน เพราะยังไม่ต้องไปนับรวมภาระการชดเชยราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) โครงการแท็กซี่เอ็นจีวี และการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เนื่องจากยังไม่มีการเบิกจ่ายจริง โดยจะทยอยเบิกจ่ายในอนาคต ซึ่งกรณีของเอ็นจีวีใช้เวลาเบิกจ่ายประมาณ 6 เดือน และแอลพีจีใช้เวลาประมาณ 2 เดือนแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่กระทรวงพลังงานออกมายืนยันกองทุนน้ำมันมีเงินสดเหลือยู่ 2หมื่นล้านบาท นั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนกับการชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในทางบัญชีเงินกองทุนน้ำมันฯเหลืออยู่เท่านั้นจริงเพราะยังไม่ได้นับรวมกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยในทางปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินเพื่อนำไปอุดหนุนราคาเอ็นจีวี มีกระบวนการอยู่ประมาณ 6 เดือน ในขณะที่แอลพีจีใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน จึงยังไม่จำเป็นต้องนับรวมเป็นรายจ่ายในขณะนี้ ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงชี้แจงเป็นเรื่องของการบริหารตัวเลขทางบัญชี
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปตท.และบางจากได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 50 สต./ลิตรยกเว้นแก๊สโซฮอล์อี 85 ปรับขึ้น 30 สต./ลิตร มีผลวันที่ 9 มี.ค. เป็นต้นไป







