posttoday
รื้อภาษีรถ สะท้านผู้ผลิต สะเทือนผู้บริโภค

รื้อภาษีรถ สะท้านผู้ผลิต สะเทือนผู้บริโภค

08 มีนาคม 2554

ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ 

ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ 

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ

รื้อภาษีรถ สะท้านผู้ผลิต สะเทือนผู้บริโภค

สำหรับพิมพ์เขียวรื้อภาษีรถยนต์ครั้งนี้ก็ไม่ผิดหวัง สร้างความปั่นป่วนให้ผู้ประกอบการอีกครั้ง

จากการเปิดเผยของ นายมั่น พัธโนทัยรมช.คลัง ที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิต ออกมาเปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีใหม่ที่มีการรื้อใหญ่จะสะเทือนรถทุกรุ่นทุกค่าย

โดยโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่จะถูกครอบคลุมด้วยนโยบายในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกภาษีเป็นเครื่องมือ ซึ่งกำหนดไว้ว่ารถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% ในขณะเดียวกันหากรถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษีสรรพสามิต 5%

หลังจากนั้นเมื่อแยกย่อยลงไปในรถแต่ละประเภท ตั้งแต่รถยนต์นั่งที่มีรถ E10 และ E20 รวมอยู่ด้วย จากเดิมที่มีอัตราภาษีหลายอัตรา ตามขนาดเครื่องยนต์ควบคู่ไปกับกำลังแรงม้า จากอัตราภาษีที่เสียอยู่ตั้ง 25-50% นั้น

ก็จะทำการรวบเหลือภาษี 2 อัตรา คือ โดยดูแค่ขนาดของเครื่องยนต์ ไม่ต้องดูแรงม้าประกอบ โดยรถยนต์ที่ต่ำกว่า 3,000 ซีซี อัตราภาษี 30% และขนาดเครื่องยนต์เกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 50%

หลังจากนั้นก็มาดูว่ารถยนต์นั่งแต่ละรุ่นปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เท่าไร หากปล่อยต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% แต่หากปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 5%

ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ หรือพีพีวี (PPV) ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20% แล้วได้แรงจูงใจภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เหมือนกับรถยนต์นั่งเช่นกัน

สำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถยนต์ E85 อัตราภาษีลบ 3% จากอัตรารถยนต์นั่ง รถยนต์ NGVOEM อัตราภาษี 20% และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) อัตราภาษี 10% พร้อมทั้งแรงจูงใจภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เหมือนกับรถยนต์นั่งและพีพีวี

แต่รถยนต์ประหยัดพลังงาน ประเภทรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ Fuel Cell และ รถอีวี (EV) เสียภาษีอัตราเดิม 10% และไม่มีแรงจูงใจด้านภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึงรถยนต์อีโคคาร์ก็ใช้อัตราภาษีเดิม 17%

ส่วนรถยนต์กระบะที่อัตราภาษี 3% และรถดับเบิลแค็บที่อัตราภาษี 12% ยังไม่มีการเปิดเผยในพิมพ์เขียว แต่วงในกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า อัตราภาษียังคงเดิม แต่จะนำเรื่องของภาษีจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มาใช้ด้วย แต่อัตราอาจจะไม่ถึงบวกลบ 5% เหมือนกับรถยนต์อื่น

โดยเบื้องต้นมองว่าในส่วนของรถกระบะจะมีภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่บวกลบ 2% ส่วนรถดับเบิลแค็บจะมีภาษีการปล่อย CO2 อยู่ที่บวกลบ 3%

ทั้งหลายทั้งปวงคาดว่าจะมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะเริ่มมีการเก็บภาษีตามโครงสร้างใหม่

จากรายแทงในพิมพ์เขียวภาษีรถยนต์ใหม่ ต้องบอกว่าดูภาพใหญ่เรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แทบทุกค่าย รถทุกรุ่น ได้รับผลกระทบหมด เพราะทุกวันนี้รถที่วิ่งในเมืองไทยได้มาตรฐานยูโร 3

ซึ่งมาตรฐานนี้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร มีค่ายรถไม่กี่ค่าย รถเพียงไม่กี่รุ่น ที่ได้มาตรฐานยูโร 4 ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร

หมายความว่าใน 3 ปี หากค่ายรถยนต์พัฒนารถไปไม่ถึงมาตรฐานยูโร 4 เท่ากับว่าต้องเสียภาษีเพิ่มสรรพสามิตเพิ่มอีก 5% ทำให้ต้นทุนรถเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นบาทต่อคัน และผู้ประกอบการไม่ยอมเข้าเนื้อคงต้องขึ้นราคาขายรถยนต์ให้ผู้บริโภครับภาระไปในที่สุด

ทั้งนี้ ตามโครงสร้างภาษีใหม่ รถยนต์นั่งเห็นท่าจะโดนหนักที่สุด โดยเฉพาะรถที่ใช้น้ำมัน E20 ซึ่งที่ผ่านมาเสียภาษีต่ำอยู่ที่ประมาณ 25% แต่โครงสร้างใหม่ต้องเสียภาษีอย่างต่ำ 30% เท่ากับต้นทุนเพิ่มขึ้น 5% และหากต้องเสียภาษี CO2 เพิ่มขึ้นอีก 5% ทั้งขึ้นทั้งล่องเข้าไป 10% ไปรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่ากับราคารถยนต์นั่งต้องมีราคาเพิ่มขึ้นไปอีกหลายหมื่นบาท

กรมสรรพสามิตให้เหตุผลว่า การรวบอัตราภาษีทำให้ง่ายต้องการเก็บภาษีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการล้างทิ้งภาษีรถยนต์ E20 เพราะที่ผ่านมา 3 ปี หลังจากลดภาษีให้รถประเภทนี้ ทำให้รายได้ภาษีหายไปถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่กับพบว่าในการลดการใช้พลังงานประหยัดเงินได้ไม่กี่พันล้านบาท

ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ หรือพีพีวี ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20% โดยก่อนหน้านี้สรรพสามิตพยายามปรับไปให้เสียภาษีรถยนต์นั่งในอัตรา 30% ทำให้เก็บภาษีเพิ่มได้อีก 5 หมื่นบาทต่อคัน แต่ถูกผู้ประกอบการต้านจนล้มไป

มารอบใหม่กรมสรรพสามิตจึงนำเรื่องภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มาจับภาษีรถพีพีวีอีกทีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าต้องเสียภาษีอีก 5% หนีไม่พ้น ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มในที่สุด

สำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถยนต์ E85 รถยนต์ NGVOEM และรถยนต์ไฮบริด อัตราภาษี 10% ก็ต้องอยู่ในความสับสนไม่น้อย เพราะถึงแม้จะได้ภาษีต่ำกว่ารถปกติ แต่ก็ไม่พ้นภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เหมือนกับรถยนต์นั่งและพีพีวี ทำให้รถประหยัดพลังงานหนี้ไม่พ้นต้องขึ้นราคาขาย

จะมีลุ้นอยู่ก็ในส่วนของรถกระบะและรถดับเบิลแค็บ ที่รัฐบาลไม่อยากเข้าไปแตะเพราะเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์ เพราะการไปขยับหรือเพิ่มภาษีทำให้เสียคะแนนทางการเมืองอย่างรุนแรง ดังนั้นก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะกล้าเคาะภาษีรถระบบใหม่ออกมาพร้อมกันหรือชะลอส่วนนี้ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้พ่อค้าแม่ขายเดือดร้อนจากการต้องซื้อรถทำมาหากินแพงขึ้น

จากตัวเลขของกรมสรรพสามิตที่ประเมินผลที่ได้รับจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ แน่นอนว่ารายได้ภาษีเด้งขึ้นอย่างมาก

มีการประเมินว่าการเก็บภาษีรถยนต์ในปีงบประมาณ 2554 ได้จำนวน 8.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 1.02 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2556 ภายใต้โครงสร้างภาษีเดิม

แต่หากนำโครงสร้างภาษีใหม่มาใช้ปี 2557 จะทำให้ภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 1.29 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.45 แสนล้านบาท ในปี 2560

จะเห็นว่าหากมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ทำให้การเก็บภาษีของรัฐบาลเพิ่มขึ้นพรวดเดียวถึง 2 หมื่นล้านบาท ส่วนเพิ่มตรงนี้เป็นผลดีกับรัฐบาลมีเงินไปใช้มากขึ้น

แต่ในทางตรงข้ามผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สะเทือนการลงทุน ผลิตการขายครั้งใหญ่ และที่สำคัญผู้บริโภคคงหนีไม่พ้นต้องซื้อรถราคาแพงขึ้นอีกไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่ายอดขายอาจจะหดตัวลง ซึ่งแทนที่จะได้ภาษีเพิ่ม กลับกลายเป็นได้รายได้จากภาษีน้อยลงก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน