
รื้อภาษีรถ สะท้านผู้ผลิต สะเทือนผู้บริโภค
ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ
ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งใหม่ หลังจากโยนหินถามทางทำเอาผู้ประกอบการใจตุ๊มๆ ต้อมๆ มาแล้วหลายรอบ
สำหรับพิมพ์เขียวรื้อภาษีรถยนต์ครั้งนี้ก็ไม่ผิดหวัง สร้างความปั่นป่วนให้ผู้ประกอบการอีกครั้ง
จากการเปิดเผยของ นายมั่น พัธโนทัยรมช.คลัง ที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิต ออกมาเปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีใหม่ที่มีการรื้อใหญ่จะสะเทือนรถทุกรุ่นทุกค่าย
โดยโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่จะถูกครอบคลุมด้วยนโยบายในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกภาษีเป็นเครื่องมือ ซึ่งกำหนดไว้ว่ารถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% ในขณะเดียวกันหากรถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษีสรรพสามิต 5%
หลังจากนั้นเมื่อแยกย่อยลงไปในรถแต่ละประเภท ตั้งแต่รถยนต์นั่งที่มีรถ E10 และ E20 รวมอยู่ด้วย จากเดิมที่มีอัตราภาษีหลายอัตรา ตามขนาดเครื่องยนต์ควบคู่ไปกับกำลังแรงม้า จากอัตราภาษีที่เสียอยู่ตั้ง 25-50% นั้น
ก็จะทำการรวบเหลือภาษี 2 อัตรา คือ โดยดูแค่ขนาดของเครื่องยนต์ ไม่ต้องดูแรงม้าประกอบ โดยรถยนต์ที่ต่ำกว่า 3,000 ซีซี อัตราภาษี 30% และขนาดเครื่องยนต์เกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 50%
หลังจากนั้นก็มาดูว่ารถยนต์นั่งแต่ละรุ่นปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เท่าไร หากปล่อยต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% แต่หากปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 5%
ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ หรือพีพีวี (PPV) ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20% แล้วได้แรงจูงใจภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เหมือนกับรถยนต์นั่งเช่นกัน
สำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถยนต์ E85 อัตราภาษีลบ 3% จากอัตรารถยนต์นั่ง รถยนต์ NGVOEM อัตราภาษี 20% และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) อัตราภาษี 10% พร้อมทั้งแรงจูงใจภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เหมือนกับรถยนต์นั่งและพีพีวี
แต่รถยนต์ประหยัดพลังงาน ประเภทรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ Fuel Cell และ รถอีวี (EV) เสียภาษีอัตราเดิม 10% และไม่มีแรงจูงใจด้านภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึงรถยนต์อีโคคาร์ก็ใช้อัตราภาษีเดิม 17%
ส่วนรถยนต์กระบะที่อัตราภาษี 3% และรถดับเบิลแค็บที่อัตราภาษี 12% ยังไม่มีการเปิดเผยในพิมพ์เขียว แต่วงในกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า อัตราภาษียังคงเดิม แต่จะนำเรื่องของภาษีจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มาใช้ด้วย แต่อัตราอาจจะไม่ถึงบวกลบ 5% เหมือนกับรถยนต์อื่น
โดยเบื้องต้นมองว่าในส่วนของรถกระบะจะมีภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่บวกลบ 2% ส่วนรถดับเบิลแค็บจะมีภาษีการปล่อย CO2 อยู่ที่บวกลบ 3%
ทั้งหลายทั้งปวงคาดว่าจะมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะเริ่มมีการเก็บภาษีตามโครงสร้างใหม่
จากรายแทงในพิมพ์เขียวภาษีรถยนต์ใหม่ ต้องบอกว่าดูภาพใหญ่เรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แทบทุกค่าย รถทุกรุ่น ได้รับผลกระทบหมด เพราะทุกวันนี้รถที่วิ่งในเมืองไทยได้มาตรฐานยูโร 3
ซึ่งมาตรฐานนี้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร มีค่ายรถไม่กี่ค่าย รถเพียงไม่กี่รุ่น ที่ได้มาตรฐานยูโร 4 ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร
หมายความว่าใน 3 ปี หากค่ายรถยนต์พัฒนารถไปไม่ถึงมาตรฐานยูโร 4 เท่ากับว่าต้องเสียภาษีเพิ่มสรรพสามิตเพิ่มอีก 5% ทำให้ต้นทุนรถเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นบาทต่อคัน และผู้ประกอบการไม่ยอมเข้าเนื้อคงต้องขึ้นราคาขายรถยนต์ให้ผู้บริโภครับภาระไปในที่สุด
ทั้งนี้ ตามโครงสร้างภาษีใหม่ รถยนต์นั่งเห็นท่าจะโดนหนักที่สุด โดยเฉพาะรถที่ใช้น้ำมัน E20 ซึ่งที่ผ่านมาเสียภาษีต่ำอยู่ที่ประมาณ 25% แต่โครงสร้างใหม่ต้องเสียภาษีอย่างต่ำ 30% เท่ากับต้นทุนเพิ่มขึ้น 5% และหากต้องเสียภาษี CO2 เพิ่มขึ้นอีก 5% ทั้งขึ้นทั้งล่องเข้าไป 10% ไปรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่ากับราคารถยนต์นั่งต้องมีราคาเพิ่มขึ้นไปอีกหลายหมื่นบาท
กรมสรรพสามิตให้เหตุผลว่า การรวบอัตราภาษีทำให้ง่ายต้องการเก็บภาษีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการล้างทิ้งภาษีรถยนต์ E20 เพราะที่ผ่านมา 3 ปี หลังจากลดภาษีให้รถประเภทนี้ ทำให้รายได้ภาษีหายไปถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่กับพบว่าในการลดการใช้พลังงานประหยัดเงินได้ไม่กี่พันล้านบาท
ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ หรือพีพีวี ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20% โดยก่อนหน้านี้สรรพสามิตพยายามปรับไปให้เสียภาษีรถยนต์นั่งในอัตรา 30% ทำให้เก็บภาษีเพิ่มได้อีก 5 หมื่นบาทต่อคัน แต่ถูกผู้ประกอบการต้านจนล้มไป
มารอบใหม่กรมสรรพสามิตจึงนำเรื่องภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มาจับภาษีรถพีพีวีอีกทีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าต้องเสียภาษีอีก 5% หนีไม่พ้น ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มในที่สุด
สำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถยนต์ E85 รถยนต์ NGVOEM และรถยนต์ไฮบริด อัตราภาษี 10% ก็ต้องอยู่ในความสับสนไม่น้อย เพราะถึงแม้จะได้ภาษีต่ำกว่ารถปกติ แต่ก็ไม่พ้นภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เหมือนกับรถยนต์นั่งและพีพีวี ทำให้รถประหยัดพลังงานหนี้ไม่พ้นต้องขึ้นราคาขาย
จะมีลุ้นอยู่ก็ในส่วนของรถกระบะและรถดับเบิลแค็บ ที่รัฐบาลไม่อยากเข้าไปแตะเพราะเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์ เพราะการไปขยับหรือเพิ่มภาษีทำให้เสียคะแนนทางการเมืองอย่างรุนแรง ดังนั้นก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะกล้าเคาะภาษีรถระบบใหม่ออกมาพร้อมกันหรือชะลอส่วนนี้ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้พ่อค้าแม่ขายเดือดร้อนจากการต้องซื้อรถทำมาหากินแพงขึ้น
จากตัวเลขของกรมสรรพสามิตที่ประเมินผลที่ได้รับจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ แน่นอนว่ารายได้ภาษีเด้งขึ้นอย่างมาก
มีการประเมินว่าการเก็บภาษีรถยนต์ในปีงบประมาณ 2554 ได้จำนวน 8.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 1.02 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2556 ภายใต้โครงสร้างภาษีเดิม
แต่หากนำโครงสร้างภาษีใหม่มาใช้ปี 2557 จะทำให้ภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 1.29 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.45 แสนล้านบาท ในปี 2560
จะเห็นว่าหากมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ทำให้การเก็บภาษีของรัฐบาลเพิ่มขึ้นพรวดเดียวถึง 2 หมื่นล้านบาท ส่วนเพิ่มตรงนี้เป็นผลดีกับรัฐบาลมีเงินไปใช้มากขึ้น
แต่ในทางตรงข้ามผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สะเทือนการลงทุน ผลิตการขายครั้งใหญ่ และที่สำคัญผู้บริโภคคงหนีไม่พ้นต้องซื้อรถราคาแพงขึ้นอีกไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่ายอดขายอาจจะหดตัวลง ซึ่งแทนที่จะได้ภาษีเพิ่ม กลับกลายเป็นได้รายได้จากภาษีน้อยลงก็เป็นได้







