
กองทัพอย่ามุบมิบ
ขอสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ขึงขังในการเอาผิดผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับกองร้อย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการย้ายออกจากหน้าที่ ภายหลังเกิดเหตุอาวุธปืนหายไปจากกองพันที่ 1 ศูนย์การทหารราบปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กว่า 100 รายการ เพราะถือเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรง
ขอสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ขึงขังในการเอาผิดผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับกองร้อย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการย้ายออกจากหน้าที่ ภายหลังเกิดเหตุอาวุธปืนหายไปจากกองพันที่ 1 ศูนย์การทหารราบปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กว่า 100 รายการ เพราะถือเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม มาตรการลงโทษผู้ก่อเหตุขโมยปืนในครั้งนี้ยังไม่เพียงพอ หากเป็นการลงโทษเพียงเพื่อการรักษาหน้ากองทัพ
ผู้บัญชาการทหารบกจอมขึงขังแห่งกองทัพไทย ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและแถลงผลให้สาธารณะได้รับทราบด้วย
ในเมื่อตลอดมากองทัพเป็นของประชาชน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนก็ควรได้รับทราบข้อเท็จจริงจากผลการสอบสวนในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยเช่นกัน ไม่ใช่มุบมิบสอบสวนแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเป็นคราวๆ
ดังที่นายทหารนายหนึ่งไปแจ้งความกับตำรวจว่าปืนหายในช่วงเช้า พอตกเย็นมีร้อยเอกอีกนายไปขอถอนแจ้งความ โดยอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดเรื่องตัวเลขทางบัญชี
นอกจากนี้ คำสั่งให้ติดตามเอาปืนที่หายไปคืนมาของผู้บัญชาการทหารบก ด้วยการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ควรปกปิดให้เป็นแค่เรื่องภายใน แต่ควรมีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแถลงความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ เพราะการขโมยปืน 100 กว่ารายการในครั้งนี้ ต่างจากอาวุธปืน 11 มม. หายไปจากบ้าน
นี่เป็นการโจรกรรมอาวุธกองทัพเสมือนการล้วงคองูเห่า มีการวางแผนอย่างแยบยล มีคนในค่ายและคนนอกร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ
จะบกพร่องเลินเล่อจากจุดใดก็ตาม กองทัพบกจึงไม่อาจมองเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยให้เรื่องราวถูกลืมไปด้วยกาลเวลา
กองทัพบกต้องไม่ลืมว่า เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 จากค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จำนวน 400 กระบอก จนบัดนี้สามารถยึดคืนมาได้ไม่ครบจำนวน
เหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายปิเหล็งในครั้งนั้นผ่านเข้าสู่ปีที่ 7 และนำมาซึ่งจุดเริ่มต้นการใช้ความรุนแรงของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ขณะนี้ยังไม่เห็นวี่แววความสงบกลับคืนมา
ปืนที่หายไปจากศูนย์การทหารราบปราณบุรีในปี พ.ศ. 2554 ในครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกประเมินน้ำหนักในระดับต่ำจนเกินเหตุ
แม้จะเป็นการทุจริตฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่ภายในแค่ระดับจ่าสิบเอก แต่อำนาจของอาวุธอยู่ที่ผู้ใช้ ซึ่งแน่นอนที่สุดคือการเอาชีวิตฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองภายใน กระทั่งผู้ก่อความไม่สงบหลากหลายรูปแบบ หลายพื้นที่ตามแนวชายแดนของประเทศนี้
การรักษาประโยชน์ของกองทัพในกรณีนี้ จึงควรนำบทเรียนจากอดีตเพื่อเรียนรู้การแก้ปัญหาในอนาคตด้วย







