posttoday
คสป.ไม่หวั่นเสียงปฏิรูปท้องถิ่น

คสป.ไม่หวั่นเสียงปฏิรูปท้องถิ่น

03 มีนาคม 2554

คสป.ย้ำไม่หวั่นเสียงต้านปฏิรูปท้องถิ่น ตอกคนต้านเสียผลประโยชน์ ด้าน อดีต สสร.50 ขานรับเดินถูกทาง แต่กังวลผู้มีอิทธิพลคุมเกมทั้งการเมืองระดับบน-ล่าง

คสป.ย้ำไม่หวั่นเสียงต้านปฏิรูปท้องถิ่น ตอกคนต้านเสียผลประโยชน์ ด้าน อดีต สสร.50 ขานรับเดินถูกทาง แต่กังวลผู้มีอิทธิพลคุมเกมทั้งการเมืองระดับบน-ล่าง

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป ในฐานะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คปส.) กล่าวถึงแนวคิดการกระจายอำนาจและการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นร้อยละ 35 ของงบประมาณแผ่นดินว่า แนวคิดนี้เกิดขึ้นตามหลักการที่ควรจะเป็นของการกระจายอำนาจ ทั้งนี้ส่วนกลางต้องยอมรับอำนาจของประชาชนที่สามารถจัดการและดูแลตัวเองได้ เพราะการโอนภารกิจและการโอนงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ความจริงการกระจายอำนาจควรเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ภาครัฐมองว่าประชาชนไม่มีความเข้มแข็งจึงไม่กล้ากระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นทั้งที่ความจริงประชาชนก้าวหน้าและมีความเข้มแข็งกว่าภาครัฐมาก

นายสมพร กล่าวอีกว่า ส่วนการตั้งองค์กรอิสระที่จะตั้งขึ้นมาก็ไม่ได้เป็นการลดทอนอำนาจของกระทรวงมหาดไทย แต่จะเป็นการตั้งองค์กรคู่ขนานขึ้นมาโดยมีลักษณะคล้ายกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.) เพื่อทำเรื่องการถ่ายโอนภารกิจต่างๆ ลงสู่ท้องถิ่นเท่านั้น ตามหลักการแล้วบทบาทของข้าราชการและราชการต่างๆ ยังคงเดิม แต่เป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น

“ข้าราชการอย่าตกใจว่า อำนาจของตัวเองจะเล็กลง เพราะการปฏิรูปท้องถิ่นเป็นการทำให้ข้าราชการและประชาชนทำงานสอดคล้องกันง่ายขึ้น” นายสมพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีกระแสต่อต้านจากกระทรวงมหาดไทยจะสามารถกระจายอำนาจได้หรือไม่ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แม้จะมีกระแสต่อต้านบ้าง แต่ก็คิดว่าคนที่ต่อต้านน่าจะเป็นคนที่เสียผลประโยชน์เท่านั้น มองว่าคนต่อต้านอาจจะเป็นคนเสียผลประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้ต้องถามว่า การปฏิรูปครั้งนี้ใครได้ประโยชน์ ซึ่งความจริงประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในท้องถิ่นจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มากกว่า

เมื่อถามว่า การถ่ายโอนภารกิจครั้งนี้จะทำให้งบประมาณลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้นเกรงหรือไม่ว่านักการเมืองระดับชาติจะผันตัวเองให้เข้าสู่การเมืองท้องถิ่น นายสมพร กล่าวว่า ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้นำของตนเองได้ถ้าหากใครสามารถบริหารและสามารถปฏิบัติงานแทนประชาชนได้เรื่องนี้ก็ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะการบริหารงานนั้นมีหลักกฏหมายดูแลอยู่และมีกระบวนการในการตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้าหากบริหารงานไม่ได้ประชาชนในพื้นที่จะเป็นคนตัดสินเองเพราะผู้นำอยู่ใกล้ท้องถิ่นทั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเสร็จสิ้นภายในกี่ปีซึ่งตามหลักควรจะเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ด้านนายไพร พัฒโน นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาส่วนกลางทำหน้าที่กระจายอำนาจลงมาสู่ท้องถิ่น ทั้งในเรื่องของการปฏิบัติงานและเรื่องของงบประมาณ ความจริงแล้วการกระจายอำนาจท้องถิ่นควรดำเนินการเองตั้งแต่ต้น การตั้งสำนักงานส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นจึงเสมือนเป็นการคืนอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นได้บริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตัวเองโดยอิสระปราศจากการแทรกแซงจากราชการ

สำหรับข้อเสนอที่ให้มีการจัดสรรงบประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์จากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น นายไพร กล่าวว่า งบฯส่วนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรได้รับการจัดสรรตั้งแต่ต้น แต่ถูกเบียดบังไป ทั้งนี้การดำเนินการทั้งหมดเราให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการถ่ายโอนทั้งอำนาจและการบริหารเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งในปี 2560 เราต้องได้เห็นการถ่ายโอนอำนาจมาสู่ท้องถิ่นของเราได้อย่างแท้จริง

ขณะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีต ส.ว.สรรหาและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กล่าวว่า การกระจายอำนาจมีการถกเถียงค่อนข้างมากระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญว่าควรกระจายอำนาจให้ประชาชนบริหารเองท้องถิ่นเองหรือไม่ แต่ท้ายสุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมวด 14 ว่าด้วยเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ท้องถิ่นควรมีการปกครองตนเอง แต่ส่วนตัวกังวลว่าหากกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นทุกระดับจะทำให้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมีการแข่งขันสูงขึ้นและจะทำให้มีการลอบทำร้ายผู้สมัครลงรับเลือกตั้งท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าการแข่งขันในท้องถิ่นจะมากขึ้น ทั้งนี้หากมีการจัดการกระจายอำนาจอย่างรัดกุมและงดการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางจะทำให้งบประมาณการบริหารงานและการทุจริต ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

“สิ่งที่ต้องกังวลต่อการกระจายอำนาจ คือ จะมีอำนาจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาวิธีแก้ไข คือ การผูกขาดอำนาจของนักการเมืองระดับชาติและนักการเมืองท้องถิ่นที่นักการเมืองระดับชาติอาจจะให้คนในตระกูลเดียวกันไปเป็นผู้น้ำในท้องถิ่นเพื่อเป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับชาติ และจำทำให้บิดเบือนเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจไปตกอยู่ในอำนาจของผู้มีอิทธิพลทางการเมืองไม่กี่ตระกูลเพราะขณะนี้กฏหมายไม่ได้ห้ามให้นักการเมืองท้องถิ่นห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นกี่สมัยก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะใช้ดุลพินิจในการเลือกผู้นำในท้องถิ่นทุกระดับอย่างไร” อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กล่าว

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าการจะจัดตั้งองค์กรอื่นที่สอดคล้องกับการกระจายอำนาจสามารถออกหมายใหม่หรือแก้ไขกฏหมายเดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อการกระจายอำนาจและการถ่ายโอนอำนาจในส่วนท้องถิ่นสามารถทำได้ หรือจะออกเป็นกฏหมายเพื่อให้มีพื้นที่พิเศษเช่นให้ภูเก็ตมีการปกครองเหมือนเมืองพัทยาก็สามารถทำได้เช่นกัน 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน