
ระบบรวมศูนย์อำนาจทำรัฐไทยล้มเหลว
หมอประเวศ ชี้ระบบรวมศูนย์อำนาจทำรัฐไทยล้มเหลว เกิดรัฐประหารง่าย แนะกระจายอำนาจด้วยระบบเทศาภิวัฒน์ เป็นทางออก ฝัน “สภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ” เปิดทางปฏิวัติประชาชน
หมอประเวศ ชี้ระบบรวมศูนย์อำนาจทำรัฐไทยล้มเหลว เกิดรัฐประหารง่าย แนะกระจายอำนาจด้วยระบบเทศาภิวัฒน์ เป็นทางออก ฝัน “สภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ” เปิดทางปฏิวัติประชาชน
นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาถกฐา เรื่อง “เทศาภิวัฒน์ : ปฏิรูปการบริหารประเทศ” ในงาน“ฟื้นฟูชุมชนพลังท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย” ที่ไบเทค บางนา ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องการอภิวัฒน์ ด้วยการให้พื้นที่เป็นที่ตั้ง ที่เรียกว่า เทศาภิวัฒน์ เพราะการรวมศูนย์อำนาจที่ผ่านมาทำให้รัฐไทยกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว และยังทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอหมด เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น อีกทั้งยังทำให้เกิดคอรัปชั่นอย่างหนัก เป็นการเมืองที่ไร้คุณภาพ กลายเป็นธนาธิปไตยเพราะนักการเมืองลงทุนเข้ามากินรวบอำนาจ ในที่สุดจึงเกิดการรัฐประหารได้ง่าย เพราะอำนาจมีการรวมศูนย์ ซึ่งต้องแก้ด้วยการกระจายอำนาจ เพราะในที่สุดแล้วเมื่อมีการกระจายอำนาจไปในหลายๆแห่งก็ไม่รู้ว่าจะไปรัฐประหารที่ไหน
“การเมืองทั้งแบบทหาร แบบรัฐประหาร หรือจะเป็นทั้งแบบครึ่งใบ หรือเต็มใบ ก็ยังมีปัญหาทั้งสิ้น เพราะไม่ได้มีการแก้กันที่โครงสร้าง ดังนั้น ปฏิรูปประเทศไทยคราวนี้ต้องปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งมาเป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะในพื้นที่มีประชาชน องค์กรต่าง ๆสามารถรวมตัวกันได้ เพราะอะไรที่เป็นทางดิ่งจะรวมตัวกันไม่ได้ อำนาจที่รวมศูนย์จะอยู่ที่คนๆ เดียว แต่ในพื้นที่จะรวมตัวสร้างประชาธิปไตยได้ง่ายกว่า เป็นประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น และประชาธิปไตยระดับชาติ ซึ่งครั้งนี้ต้องทำให้ได้ เพราะกำลังในท้องถิ่นถือว่ามหาศาลและต้องเป็นกำลังเพื่อการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นการฟื้นพลังแผ่นดิน” นพ.ประเวศ กล่าว
นพ.ประเวศ ฉายภาพให้เห็นการสร้างเจดีย์จากฐานรากโดยประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ว่า ประเทศไทยมี 8 หมื่นหมูบ้าน มีสภาผู้นำชุมชนสภาละ 40 –50 คน รวมเป็นสภาประชาชนจากทุกหมู่บ้านประมาณ 4 ล้านคน ถือว่ามหาศาลมาก ซึ่งขึ้นไปข้างบนจะหาคนดียาก แต่ถ้ามองลงมาข้างล่างจะพบว่าคนดีมีมากกว่า อีกทั้งยังมีสภาองค์กรชุมชนด้วย นอกจากนี้เรายังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 8,000 แห่ง
ทั้งนี้ เราควรมีเครื่องมือที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ เพื่อทำเรื่องนโยบาย โดยการจัดการตัวเองของชุมชนท้องถิ่นต้องจัดการ 3 ระดับ คือ 1. การจัดการตัวเองที่จิตสำนึกของแต่ละคน 2. การสร้างองค์กรมีการรวมกลุ่ม 3. ต้องมีการจัดการเชิงนโยบาย ดังนั้นต้องรวมตัวกันเป็น “สภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ” เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ถ้าเราทำงานด้วยกันทั้งหมดจะเป็นองค์กรที่แข็งแรงมากและเป็นฐานอำนาจของประชาชนที่สามารถเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายที่สำคัญในอนาคตได้ ทั้งหมดนี้จึงมีความหมายต่อการปฏิรูปประเทศไทยมาก หรือจะเรียกว่าการปฏิวัติประชาชน ในรูปแบบใหม่ที่เป็นปฏิวัติเงียบก็ได้
นพ.ประเวศ กล่าวด้วย การที่จะจุดหมายตรงนี้ได้ ต้องมีการปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อชุมชนท้องถิ่น โดยท้องถิ่นต้องเก็บภาษีและจ่ายให้ส่วนกลางใช้ และต้องออกกฎหมายปลดพันธนาการ เพราะยังมีกฎหมายกว่า100 ฉบับ ที่ดึงอำนาจไว้ส่วนกลาง ดังนั้น ต้องมีการปลดล็อคตรงนี้โดยออกกฎหมายเพื่อแก้ตรงนี้ให้ได้ เช่น การเสนอกฎหมายความเข้มแข็งของท้องถิ่น เพื่อให้ฝ่ายบริหารปลดพันธนาการดังกล่าว เพราะยิ่งช้ายิ่งวิกฤต อีกทั้งต้องมีการเพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นทันที เพราะในหลายพื้นที่ประสบวิกฤตภัยต่างๆ แต่ไม่สามารถแก้ได้ทันที เพราะไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ
ดังนั้น ในวันที่ 3มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาที่นี่ ขอให้ ผู้แทน อปท.ที่เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ว่า ขอให้พี่น้อง อปท.เสนอเพิ่มงบประมาณด้วย เพราะท้องถิ่นจะสามารถต่อรองกับส่วนกลางได้ ต้องมีงบประมาณของตัวเองที่มากพอ ดังนั้น ต้องเสนอต่อนายกฯ ถ้ายังไม่ได้ต้องผลักดันต่อเนื่อง ใช้พลังทั้งหมดเรียกว่ากระชับพื้นที่จากข้างล่าง
“ถ้าเรารวมตัวกันทั้งแผ่นดิน ประชาชนทั้งหมด ชุมชนทั้งหมด เชื่อมโยงกัน โลกธาตุจะสั่นสะเทือนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแน่นอน ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแล้ว ด้วยปฏิรูปประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเอาพื้นที่หรือชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยชุมชนต้องรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สร้างฐานประเทศให้ใหญ่และแข็งแรงเพื่อรองรับประเทศไทย ทั้งหมดให้มั่นคง” นพ.ประเวศ กล่าวสรุป พร้อมกับเสียงปรบกึกก้องจากตัวแทน อปท.นับพันคน







