
ขาดดุลการค้า 3.2 หมื่นล้าน บนสัญญาณการลงทุนใหม่
การขาดดุลการค้าในเดือน ม.ค. 2554 สร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยยิ่งนัก
การขาดดุลการค้าในเดือน ม.ค. 2554 สร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยยิ่งนัก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การขาดดุลการค้าในเดือน ม.ค. 2554 สร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยยิ่งนัก
ต้องยอมรับว่าในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบภาวะมูลค่าการส่งออกมากกว่าการนำเข้า ทำให้เกินดุลมาโดยตลอด
ยอดส่งออกที่เปรี้ยงปร้างเกิดจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน อินเดีย ที่มีกำลังซื้อมหาศาล
ส่วนตลาดเดิมอย่างสหรัฐและยุโรปมีความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้นจากมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยการขาดดุลงบประมาณ
ยอดนำเข้าของไทยทรงๆ ทรุดๆ มาหลายปีดีดัก จะดีขึ้นในบางเดือนแล้วก็จะสลับลดลงอีก ตามความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน
หากภาคธุรกิจมั่นใจก็จะนำเข้าเพื่อขยายการลงทุน และกล้าที่จะขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการบริโภคในประเทศ
หมวดหลักๆ คือการนำเข้าสินค้าทุน ประเภทเครื่องจักร เครื่องยนต์ และวัตถุดิบเพื่อการผลิต
ในช่วงหลังๆ มีการนำเข้าทองคำที่เติบโตสูงขึ้นมาก เนื่องจากคนไทยเริ่มหันมาลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น
ตามตัวเลขล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการส่งออกในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 16,747 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.25%
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 17,604 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.29%
ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้าเบ็ดเสร็จ 856.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นมูลค่าเงินบาทอยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 5 เดือน
โดยนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ มั่นใจว่าการขาดดุลการค้าที่เกิดขึ้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการขาดดุลเพื่อนำเข้ามาผลิตและส่งออก
ถ้าเข้าไปจำแนกสินค้านำเข้าสำคัญในเดือน ม.ค. 2554 จะพบว่าการนำเข้าขยายตัวทุกกลุ่ม
โดยกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป มูลค่า 8,280.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.7% สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สินค้าทุน มูลค่า 4,578.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.7% สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งจูงใจให้มีการซื้อเครื่องจักรใหม่เพิ่มขึ้น
สินค้าเชื้อเพลิง มูลค่า 2,354.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.8% เนื่องจากการขยายตัวในภาคการผลิต การส่งออก และการขนส่ง
สินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 1,650.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.9% เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สินค้ากลุ่มยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง มูลค่า 690.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.6% โดยเป็นการนำเข้าส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วน 73% ของการนำเข้าในหมวดนี้ เนื่องจากภาคการส่งออกหมวดนี้ขยายตัวสูง
แม้ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การขาดดุลการค้าไม่ใช่เรื่องดี เพราะเท่ากับว่าประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหาความผันผวนภายในประเทศที่รุนแรงติดต่อกันหลายปี
การขาดดุลการค้ากลายเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้หลายคนใจชื้นได้ว่า เศรษฐกิจไทยในอีก 35 เดือนข้างหน้า ไม่น่าจะทรุดต่ำลงไปอีก
เพราะสัญญาณการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร จะนำไปสู่การสร้างผลผลิตใหม่ หมายความว่า ภาคเอกชนที่นำเข้าต้องมั่นใจแล้วว่ามี“ออร์เดอร์” หรือมีตลาดภายในประเทศรองรับการผลิตที่เกิดขึ้น
อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังสูง แต่ปริมาณการนำเข้าก็ยังไม่ลด สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังหมุนอย่างร้อนแรง แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ในส่วนของธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงแล้ว เรียกได้ว่าประเทศไทยยังหัวใจเต้นแรง
แต่สิ่งที่ต้องระวังจากภาวะขาดดุลการค้าก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จนกระทบต่ออัตราค่าครองชีพของประชาชน
อีกส่วนก็คือถ้ารัฐบาลไม่ได้สังเคราะห์ยอดการขาดดุลการค้าโดยละเอียด และปล่อยให้มีการขาดดุลการค้าต่อเนื่องไปอีก 34 เดือน โอกาสที่จะนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งครอบคลุมถึงรายได้ภาคบริการมากขึ้น
สุดท้ายทำให้ปัญหานี้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยอาจอยู่ในภาวะถังแตกบานปลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม







