
วัสชี้ประธานสภาฯ คุม กมธ. ได้ แต่ต้องไม่จำกัดอำนาจเกินกฎหมาย
วัส ติงสมิตร ระบุประธานสภาฯ มีหน้าที่ประสานงานและป้องกัน กมธ. ทำงานซ้ำซ้อน แต่แนวทางที่เพิ่มข้อจำกัดต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับ
KEY
POINTS
- ประธานสภาฯ มีหน้าที่ประสาน กมธ. ที่มีขอบเขตงานเกี่ยวข้องกัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคสอง
- การควบคุมการทำงานต้องไม่เพิ่มเงื่อนไขจำกัดอำนาจ กมธ. เกินกว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนด
- วัสเห็นว่าการเชิญโดยสมัครใจ การเรียกตามกฎหมาย และการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายคณะ ต้องแยกพิจารณาเป็นรายกรณี
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ระบุว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ใช้อำนาจเกินกฎหมาย และประสานงานเมื่อขอบเขตหน้าที่ของ กมธ. เกี่ยวข้องกัน แต่การกำกับดูแลต้องไม่กลายเป็นการใช้อำนาจเหนือ กมธ. จนกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารต้องรอการอนุญาตจากประธานสภาฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. สามัญทั้ง 35 คณะ ซึ่งครอบคลุมการบรรจุระเบียบวาระ การเชิญหรือเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลที่ต้องผ่านมติที่ประชุม และการจัดการเรื่องที่มีขอบเขตหน้าที่คาบเกี่ยวกันตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป
นายวัสระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคสอง เป็นฐานอำนาจให้ประธานสภาฯ ประสาน กมธ. ที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันดำเนินงาน การหารือกับประธาน กมธ. และกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนจึงมีเหตุผลรองรับ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งให้ กมธ. ที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการ ไม่ได้ให้อำนาจประธานสภาฯ บริหารงานภายในหรือ ตัดสินใจแทน กมธ. ได้ทุกเรื่อง
สำหรับการบรรจุระเบียบวาระ วัสเห็นว่า ประธาน กมธ. ไม่ควรเปลี่ยนแปลงมติของที่ประชุม แต่การกำหนดให้ทุกเรื่องต้องผ่านมติ กมธ. ก่อน อาจเป็นการเพิ่มเงื่อนไข หากข้อบังคับให้อำนาจประธานในการบรรจุวาระไว้ การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวจึงต้องพิจารณาว่ามีบทบัญญัติรองรับหรือไม่
นายวัสยังชี้ว่า ต้องแยก “การเชิญ” ซึ่งเป็นการขอความร่วมมือโดยสมัครใจ ออกจาก “การเรียก” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 การใช้อำนาจเรียกเป็นอำนาจของ กมธ. ในฐานะองค์คณะ แต่การกำหนดให้การเชิญทุกกรณีต้องผ่านมติ โดยไม่พิจารณาวัตถุประสงค์ อาจจำกัดการทำงานเกินจำเป็น
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กมธ. หลายคณะ วัสเห็นว่าควรพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะแต่ละคณะอาจตรวจสอบคนละด้าน การกำหนดให้หยุดพิจารณาก่อนทุกกรณีอาจทำให้การตรวจสอบชะงัก ขณะที่การจำกัดให้ประธาน กมธ. นัดประชุมพิเศษได้เฉพาะเรื่องเร่งด่วน ก็ต้องพิจารณาว่ามีฐานอำนาจรองรับหรือไม่
นายวัสสรุปว่า การประเมินว่าแนวทางดังกล่าวเกินอำนาจหรือไม่ ต้องพิจารณาเนื้อหา ฐานอำนาจ และผลทางกฎหมาย หากเป็นเพียงการประสานงานและป้องกันงานซ้ำซ้อนย่อมมีฐานรองรับ แต่หากเพิ่มข้อจำกัดแก่ กมธ. เกินกว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนด ก็อาจเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้
แหล่งที่มา: วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง







