posttoday
วิกฤตหนี้จ่อคอหอย ญี่ปุ่นยุโรป บนเส้นทางล้มละลาย

วิกฤตหนี้จ่อคอหอย ญี่ปุ่นยุโรป บนเส้นทางล้มละลาย

28 มกราคม 2553

 

 

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

บัดนี้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่กองสุมไปด้วยหนี้ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ในส่วนของภาคเอกชนนั้น จะเห็นได้จากการล้มละลายของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส เนื่องจากปัญหาหนี้สินก้อนโต ส่วนในภาครัฐ ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่แบกภาระหนี้สินมากที่สุดในโลก

ภาวะหนี้ของญี่ปุ่นรุนแรงจนถึงขั้น บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอส แอนด์ พี ปรับระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของญี่ปุ่นลงมาอยู่ในระดับ “ด้านลบ” จากระดับ “คงที่” เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการหนี้สินของประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดของโลก และยังมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นมาถึง 115% ของสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

หนี้สินของญี่ปุ่นหาใช่เป็นผลของการกู้เงินอย่างไม่ลืมหูลืมตาแต่เพียงปัจจัยเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มขาดเม็ดเงินหนุน เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง ส่งผลให้ในอนาคตญี่ปุ่นจะกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขาดพลวัตสำคัญ คือ ทรัพยากรมนุษย์

ภาวะหดตัวของประชากรอาจส่งผลกระทบทางตรงกับหลายๆ ประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ที่ลดลง จนขาดแรงงานในภาคการผลิตและภาคบริการ

แต่กรณีของญี่ปุ่นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศรุนแรงกว่านั้นหลายเท่าตัว เพราะไม่เพียงแต่ขาดแคลนแรงงานในอนาคตเท่านั้น แต่ประชากรวัยทำงานที่น้อยลงทำให้รายได้ของภาคครัวเรือนลดลง ซึ่งที่ผ่านมานั้นพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนมาจากรายได้ภาคครัวเรือนในรูปของเงินออม โดยที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการออมเงินสูงที่สุดในโลก
สืบปัญหาจากเงินออมลดลง ยังกระทบต่อรายได้เข้ารัฐ เพราะรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณ (ไม่ว่าจะด้วยการก่อหนี้หรือไม่ก็ตามแต่) เพื่อขยายสวัสดิการให้กับกลุ่มประชากรวัยเกษียณที่เพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งลงมือทำใน 2 ประเด็น

ประการแรก ต้องวางนโยบายการเงินการคลังแบบบูรณาการ ครอบคลุมและรับมือได้ทุกปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ประการต่อมา ต้องวางนโยบายเชิงรุกเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิดของประชากร เพราะที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลชุดใดประสบความสำเร็จกับการแก้ปัญหานี้

การลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินและพันธบัตรของญี่ปุ่นแม้จะเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นการย้ำสัญญาณให้ชวนวิตกยิ่งขึ้น

โดยปกติแล้ว หากระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินถูกปรับลดลง จะยังผลให้พันธบัตรของประเทศนั้นๆ ทิ้งตัวลง ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยผกผันให้ผลตอบแทนพันธบัตรต้องเพิ่มสูงขึ้นตามความเสี่ยง ในการออกพันธบัตรครั้งต่อไป รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการจ่ายผลตอบแทน

หมายความว่า หากรัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังต่อไป แนวโน้มที่ระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจะยิ่งถูกหั่น ซึ่งหมายความว่าต้องจ่ายเงินใช้หนี้ (ที่กู้ผ่านพันธบัตร) มากขึ้น ทั้งๆ ที่หนี้เดิมก็แทบจะแบกรับกันไม่ไหวแล้ว

โชคดีที่แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นของปัญหาหนี้ท่วมหัวของญี่ปุ่นยังไม่จุดชนวนความตื่นตระหนก เนื่องจากสถานะของญี่ปุ่นยังมีความมั่นคงสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับการออมที่ยังเหนือกว่าประเทศอื่นๆ และสถานะของเงินเยนที่มีสภาพคล่องสูงมากเช่นกัน ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันแล้วจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

อย่างไรก็ตาม หากญี่ปุ่นประมาทจนเกินไป อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าหวาดผวาเหมือนดังที่กำลังเกิดขึ้นกับหลายประเทศในยุโรป

ในวันเดียวกับที่ เอส แอนด์ พี หั่นระดับเครดิตของญี่ปุ่นฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อภาวะหนี้ของรัฐบาลต่างๆ ในยุโรป เพราะอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อตลาดการเงิน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ อีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน เตือนว่า ตลอดทั้งปีนี้ ยุโรปอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกปรับลดความน่าเชื่อถือจากปัญหาทางการเงิน
เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว มูดี้ส์ยังเตือนว่าในปีนี้หนี้สินของรัฐบาลทั่วโลกอาจพุ่งขึ้นมาถึง 47% เมื่อเทียบกับปี 2550 หรือ 15.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยหลักมาจากปัญหางบประมาณขาดดุล

ปัญหางบประมาณขาดดุลนี่เองที่จะบีบให้รัฐบาลในยุโรปไม่อาจหยุดก่อหนี้ได้ เพราะต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อโปะงบประมาณขาดดุลและโปะหนี้ส่วนอื่นๆ อีกถึง 2.2 ล้านล้านยูโร จากที่เคยกู้มาแล้วถึง 2.12 ล้านล้านยูโร เมื่อปีที่แล้ว คิดเป็นสัดส่วนถึง 17% ของจีดีพีทั้งสหภาพยุโรป

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ว่า ภาวะหนี้ควรอยู่ในสัดส่วน 1 ต่อ 5 ของผลผลิตประชาชาติ แต่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอิตาลี ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ระดับหนี้มีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของผลผลิตประชาชาติ

ไล่เรียงมาตั้งแต่หนี้สินของฝรั่งเศสที่สูงถึง 4.54 แสนล้านยูโร ครองอันดับหนึ่งในยุโรป ตามมาด้วยอิตาลี 3.93 แสนล้านยูโร เยอรมนี 3.68 แสนล้านยูโร และอังกฤษ 2.79 แสนล้านยูโร

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ปัญหาหนี้สินของยุโรปจะก่อผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต แต่อนาคตอันเลวร้ายของยุโรปมาถึงเร็วกว่าญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขอบข่ายของปัญหาไม่ได้จำกัดวงเฉพาะประเทศเดียว แต่ได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคแล้ว โดยที่ปัญหาในบางประเทศ เช่น กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์เข้าสู่ขั้นวิกฤตจนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเงินยูโร

โดยเฉพาะกรณีของกรีซ ที่แม้จะยืนยันแล้วว่าจะไม่ยุติการเป็นสมาชิกประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือกลุ่มยูโรโซน แต่แล้วกรีซกลับยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิกฤตหนี้สินของตน ท่าทีดึงดันเช่นนี้เคยปลุกกระแสความไม่พอใจต่อบรรดารัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกอียูมาแล้ว เนื่องจากเกรงว่าปัญหาของประเทศประเทศเดียวจะเป็นการฉุดให้เงินยูโรให้ตกต่ำลงอย่างไม่ควรจะเป็น

แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศเดียวดังที่เห็นได้ชัดเจนว่า แม้แต่เศรษฐกิจอันดับ 1 ถึง 3 ของยุโรปต่างหนี้สินเป็นภูเขาเลากาเช่นกัน ผิดกันแต่เพียงว่าภาวะหนี้ของกรีซรุนแรงกว่า เพราะฐานทางเศรษฐกิจอ่อนกว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ

ด้วยเหตุนี้หากมองในเชิงโครงสร้างแล้วทุกประเทศในยุโรปล้วนแต่เป็นตัวปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น!

ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดก็คือ หากประเทศใดประเทศหนึ่งล้มลงก่อน (ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นกรีซ) ก็มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะเริ่มตรวจสอบความมั่นคงของประเทศติดกลุ่มเสียงอื่นๆ ในทันที เพราะการล้มลงของประเทศใดประเทศหนึ่งหมายความว่าหลักการช่วยเหลือกันและกันของอียูกำลังประสบปัญหา หรือไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ปรากฏการณ์เช่นนั้น หมายถึงความน่าเชื่อถือของเงินยูโรจะสั่นคลอนอย่างรุนแรง และอาจตามมาด้วยการล่มสลายของกลุ่มยูโรโซน

ญี่ปุ่นมีสิทธิที่พบกับสถานการณ์เช่นนี้เช่นกัน แตกต่างกันเพียงที่ญี่ปุ่นไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น แต่กับอียู นี่คือปัญหาเร่งด่วน

เมื่อเงินเยนกับเงินยูโรหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐกำลังเสื่อมมนต์ขลัง ภาวการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะดึงโลกกลับไปจมปลักกับวิกฤตการเงินอีกครา

การระดมสมองของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในเวทีเวิลด์ อีโคโนมิก ที่ดาวอส แทนที่จะตั้งป้อมถล่มจีนเกี่ยวกับปัญหาฟองสบู่ที่ยังไม่ชัดเจน ควรที่กูรูเศรษฐกิจจะหันมาใส่ใจกับปัญหาหนี้กองสุมของประเทศพัฒนา

เพราะนี่คือปัญหาที่ชัดเจน และเป็นภัยคุกคามที่ยังปราศจากหนทางแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI