
‘ท่าเยี่ยม’โมเดลชุมชน...รับมือหวัดสายพันธ์ใหม่
“สามัคคี" คือ "พลัง” ยังเป็นคติพจน์ ที่เหมาะสำหรับใช้รับมือกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น....
“สามัคคี" คือ "พลัง” ยังเป็นคติพจน์ ที่เหมาะสำหรับใช้รับมือกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น....
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
“สามัคคี" คือ "พลัง” ยังเป็นคติพจน์ ที่เหมาะสำหรับใช้รับมือกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเยี่ยม อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เคยเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 มาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
นพ.ประจักษ์ วัฒนกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร เล่าว่า บทเรียนที่ชุมชนแห่งนี้ได้จากการเฝ้าระวังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เริ่มขึ้นหลังจากที่ได้รับแจ้งว่ามีเด็กนักเรียน จากโรงเรียนประจำตำบล เดินทางกลับมาจากการเข้ามาทัศนศึกษาในกรุงเทพฯ และมีอาการป่วยที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อ
จนต่อมาได้มีการประสานกับสาธารณสุขจังหวัดในการตรวจเด็กกลุ่มดังกล่าวอย่างละเอียด และพบว่า มีเด็กติดเชื้อจริง ปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 จึงถูกยกระดับเป็น “ภาวะวิกฤตที่กำลังคุกคามชุมชน” ในทันที และ“สมัชชาสุขภาพ” ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้
“หลังจากประชุมเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาด ตามแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติและแผนแม่บทการรับมือการระบาดของไข้หวัดใหญ่ พ.ศ.2552 ก็เริ่มขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผู้ป่วย เฝ้าระวัง จัดเตรียมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ ตั้งจุดตรวจคัดกรองที่สถานีบริการทุกระดับอย่างเร่งด่วน ส่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในโรคระบาดและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
จากนั้นก็ออกแจ้งเตือนประชาชนในชุมชน โดยสมัชชาสุขภาพจังหวัดพิจิตร ตระหนักว่าลำพังนโยบายของภาครัฐ ไม่สามารถรับมือกับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดได้ รวมไปถึงปัญหาด้านสุขภาพและโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ในอนาคตได้ จึงต้องหากลไกที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามาคิดมามีส่วนร่วม บูรณาการการทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ และนั่นก็เป็นที่มาของความสามัคคี
สุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ตัวแทนของกลุ่มเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า การระดมความคิดเห็นและประสานความร่วมมือจากหลายฝ่าย เริ่มต้นตั้งแต่หน่วยเล็กๆ ของชุมชน ขยายวงออกไป โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเป็นคณะทำงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด เป็นหน่วยหน้าในการติดตาม ตรวจสอบ และเร่งระดมความช่วยเหลือเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
“อบต.ท่าเยี่ยม เปลี่ยนการทำงานจากการรับ มาเป็นการทำงานในเชิงรุกของคนในชุมชนโดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้รู้จักรู้วิธีรับมือ และช่วยกันดูแลคนในชุมชน รายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังและหาทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
เมื่อแนวทางในการแก้ไขกลายเป็นนโยบายสาธารณะ ความร่วมมือกันอย่างจริงจังก็เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนในพื้นที่ มีความมั่นใจในศักยภาพของหน่วยงาน เข้าใจบทบาทของตนเองที่มีต่อชุมชน งบประมาณที่แม้จะมีไม่มาก แต่ก็ถูกใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สุรเดช ระบุ
ขณะที่ ประทิว แก้วจันทร์ นายกอบต.ลท่าเยี่ยม เล่าว่า หลังจากมีการสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวทันที ทางอบต.ได้จัดสรรงบประมาณในการทำความสะอาดโรงเรียน โดยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสมาชิกในชุมชน จากนั้นก็มีการ ระวังสังเกตอาการของเด็กและผู้คนใกล้ชิด คัดกรองสมาชิกในชุมชนที่มีอาการอยู่ในข่ายต้องสงสัย แยกออกมารับการรักษา โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายจากส่วนกลาง
“เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ ที่มีการรณรงค์ให้กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ ให้แก่ผู้คนในชุมชน ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ผ่านการแจกแผ่นพับ ให้ความรู้กับคนในชุมชน เมื่อมีความรู้และการปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน วิกฤตที่เคยถูกนับว่ากำลังคุกคามชุมชนอยู่ ก็ถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 2 เดือน หลังจากพบว่ามีผู้ติดเชื้อ ตำบลท่าเยี่ยมสามารถ ประกาศได้ว่า ควบคุมการระบาดในพื้นที่ได้แล้ว”นายกอบต.ท่าเยี่ยม ระบุ
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า โรคติดต่ออุบัติใหม่เป็น 1 ใน 11 ระเบียบวาระของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 เพราะเป็นปัญหาสาธารณสุขและสาธารณภัยที่คุกคามความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ขณะนี้มีหลายพื้นที่ที่ได้เรียนรู้และริเริ่มการจัดระบบกลไกเตรียมรับมือกับการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ แต่ในระดับชาติยังมีจุดอ่อนที่กลไกต่างๆ ยังไม่สอดประสานบูรณาการกัน ทำให้ต้องเร่งผลักดัน ‘ยุทธศาสตร์ชาติการจัดการโรคติดต่ออุบัติใหม่แบบบูรณาการ’
การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จ.พิจิตร ถือเป็นกรณีศึกษา ของพื้นที่ที่มีเครือข่ายเข้มแข็ง มีความก้าวหน้าในการจัดการปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ความสำเร็จดังกล่าว กำลังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเป็นมาตรการระดับจังหวัด โดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดเป็นพื้นที่ระดมทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันคิดและเกิดข้อตกลงแนวปฏิบัติร่วมกัน
“สช.สนับสนุนการจัดสมัชชา ในระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับชาติ เพราะต้องการเห็นการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มาจากพื้นที่ จากประชาชน เพราะนโยบายนั้นจะไม่เป็นเพียงบทบัญญัติที่ประชาชนไม่สนใจ และเพิกเฉยที่จะปฏิบัติ เพราะขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของนโยบาย การร่วมลงมือช่วยกันตั้งแต่รับรู้ปัญหา หาทางแก้ไข มาจนเข้าสู่กระบวนการป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ อบต.ท่าเยี่ยม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม แก้ไขและป้องกันคนในชุมชนด้วยความเต็มใจ” นพ.อำพล กล่าว
หลังจากวิกฤตดังกล่าวผ่านพ้นไป เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดพิจิตร ยังไม่นิ่งนอนใจ โดยมีการประชุมกันเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามผล รวมไปถึงการซักซ้อมเพื่อรับมือเป็นระยะๆ และทุกครั้งที่มีการประชุม บทเรียนจากความสำเร็จ ความรู้ที่ได้จากมาตรการการรับมือ ยังถูกตอกย้ำกับสมาชิกอย่างส่ำเสมอ
ทั้งหมดกำลังนำไปสู่แนวความคิดใหม่ๆ ที่กลายเป็นเกราะป้องกันชุมชน จากทุกปัญหาด้านสุขภาพ โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใด กลไกการกำหนดแนวทางหรือนโยบายสาธารณะที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงกำลังขับเคลื่อนไป







