
คำพิพากษาฎีกา 3509/2549 เขย่าดุลพินิจ กกต. มติ 77 รายยังไม่จบ
แนวฎีกาย้ำว่าอำนาจอิสระไม่ใช่อำนาจตามอำเภอใจ มติคดีฮั้ว สว.จึงเปิดคำถามว่า กกต.ประเมินหลักฐานหรือปิดประตูศาลเร็วเกินไป
KEY
POINTS
- กกต. มีมติเสียงข้างมากส่ง 77 รายชื่อให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการใช้ดุลพินิจว่าอาจตัดตอนคดีเร็วเกินไป
- มีการยกคำพิพากษาฎีกาที่ 3509/2549 มาเป็นบรรทัดฐานเพื่อตรวจสอบมติของ กกต. โดยวางหลักว่าการใช้อำนาจต้องมีเหตุผลและอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
- คดียังไม่ถือว่าสิ้นสุด โดยผลการวินิจฉัยของศาลจะชี้ชะตาผู้ถูกร้อง 77 ราย และสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบขององค์กรอิสระในอนาคต
มติคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งผู้ถูกร้อง 77 รายให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา ไม่ได้ปิดคดีฮั้วเลือก สว. แต่กลับเปิดข้อพิพาทใหม่ว่า กกต.เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจประเมินหลักฐานอย่างสมเหตุสมผลหรือปิดเส้นทางคดีส่วนที่เชื่อมถึงฝ่ายการเมืองเร็วเกินไป
ใน 77 ราย มี สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน บุคคลกลุ่มนี้จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง ไม่ใช่ทันทีที่ กกต.มีมติ ส่วนศาลเรียกหลักฐานเพิ่มได้ แต่พิจารณาความรับผิดได้ภายในขอบเขตรายชื่อที่ กกต.ยื่นมาเท่านั้น
จุดนี้ทำให้ กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมหลักฐาน แต่เป็นผู้กำหนดว่าใครจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ต่อหน้าศาล และใครจะหลุดออกจากคดีก่อนถึงศาล
ฎีกา 3509/2549 วางเส้นห้ามใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ นำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 มาเทียบกับคดีนี้ (คลิกอ่านต้นฉบับ) คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาท ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้อัยการมีอิสระสั่งคดี แต่ต้องใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตกฎหมายและอธิบายได้ด้วยเหตุผลที่บุคคลทั่วไปยอมรับ
ศาลยังแยกหน้าที่ของอัยการออกจากหน้าที่ของศาล อัยการไม่ต้องชี้ขาดว่าผู้ต้องหาผิดหรือบริสุทธิ์ แต่ต้องวินิจฉัยว่าหลักฐานมีน้ำหนักพอนำคดีขึ้นสู่ศาลหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549
เมื่อนำหลักนี้มาเทียบ นายวัสตั้งคำถามว่า กกต.เสียงข้างมากประเมินหลักฐานเข้มเกินกว่าชั้นไต่สวนหรือไม่ เพราะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ระบุถึงโพย 12 ชุด ภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลโทรศัพท์ คำให้การเรื่องประชุมในโรงแรม และเส้นทางเงินที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งมา
นายสิทธิโชติยังเปิดเผยมติ 4 ต่อ 3 ซึ่งไม่รับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่การพิจารณา รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อการให้น้ำหนักหนังสือกลับคำให้การของพยาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเหตุผลของเสียงข้างน้อย ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
มาตรา 69 ตรวจสอบ กกต.ได้ แต่ยังต้องพิสูจน์
มาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดโทษกรรมการฯ ที่กระทำหรือละเว้นโดยมิชอบด้วยหน้าที่ และเพิ่มโทษหากกระทำโดยทุจริต ราชกิจจานุเบกษา
แม้มาตรานี้ไม่มีถ้อยคำว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” เหมือนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่โจทก์ยังต้องพิสูจน์เจตนา พฤติการณ์ของกรรมการแต่ละคน และความมิชอบของมติ การลงมติไม่รับสำนวนหรือยกคำร้องจึงยังไม่ทำให้ความผิดสำเร็จโดยอัตโนมัติ
ฎีกา 3509/2549 จึงเป็นหลักเทียบเคียงเพื่อท้าทายเหตุผลของ กกต. ไม่ใช่คำตอบล่วงหน้าว่า กกต.เสียงข้างมากกระทำผิด หากมีผู้ยื่นฟ้อง ศาลต้องตรวจอีกชั้นว่ามติสะท้อนความเห็นต่างโดยสุจริต หรือเป็นการบิดผันอำนาจเพื่อช่วยบุคคลใด
ฎีกา 3509/2549 วางกรอบดุลพินิจเจ้าพนักงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม คดีนี้เกิดจากหนังสือพิมพ์เผยแพร่ข่าวเท็จ ใส่ความข้าราชการตุลาการ จนนำไปสู่การร้องทุกข์ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท แม้พยานหลักฐานเบื้องต้นชี้ว่าข่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความเสียหายร้ายแรง
ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ 3 ประการ ได้แก่
เจ้าพนักงานมีอิสระใช้ดุลพินิจ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย มีเหตุผลรองรับ และเป็นเหตุผลที่บุคคลทั่วไปยอมรับได้ หากใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือบิดเบือนวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ย่อมเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
อัยการหรือองค์กรไต่สวนไม่ควรวินิจฉัยแทนศาลว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือบริสุทธิ์ แต่ต้องพิจารณาว่าหลักฐานมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลหรือไม่
หากหลักฐานเบื้องต้นมีน้ำหนัก แต่เจ้าพนักงานด่วนสรุปว่าผู้ต้องหาขาดเจตนาและสั่งไม่ฟ้อง ศาลย่อมตรวจสอบได้ว่าดุลพินิจดังกล่าวผิดปกติหรือมุ่งช่วยผู้ต้องหาให้พ้นคดีหรือไม่
แก่นของคำพิพากษานี้คือ อำนาจวินิจฉัยในชั้นต้นไม่ใช่ใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทุกคำสั่งต้องมีเหตุผล โปร่งใส และตรวจสอบได้
"แก่นของคดีฮั้วสว.จึงอยู่ที่คำถามเดียว กกต.มองหลักฐานแยกเป็นชิ้นจนไม่เห็นความเชื่อมโยง หรือหลักฐานทั้งหมดต่อกันแล้วยังไม่ชัดพอเป็น “ช้างทั้งตัว” คำตอบนี้จะชี้ทั้งชะตาคดีฮั้ว สว.และมาตรฐานรับผิดขององค์กรอิสระในอนาคต"







