
'สว.สำรอง' ยื่นฟ้องศาลฎีกา ค้านมติกกต. ปม 'ฮั้วสว.' ชี้ พิจารณาไม่รอบด้าน
สว.สำรอง เดินหน้ายื่นฟ้องศาลฎีกา คัดค้านคำวินิจฉัย กกต. ยกคำร้องคดีฮั้วเลือก สว. ชี้พิจารณาข้ามมาตราสำคัญและไม่ตรงตามพยานหลักฐาน หวังศาลไต่สวนใหม่
16 ก.ย.2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง กลุ่ม สว.สำรอง ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณียกคำร้อง 3 ข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว. โดยอ้างเหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เปิดเผยว่า การยกคำร้องของ กกต. โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องโพย ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าไม่ผิดนั้น ตนยืนยันว่ามีขบวนการจัดทำขึ้นจริง และเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติม ถือเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริต แต่ กกต. กลับวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคลตามแนวทางคดีอาญาเป็นหลัก โดยไม่ได้นำมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาพิจารณา ซึ่งระบุไว้ว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิ การละเลยนี้เข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และอาจมีความผิดตามมาตรา 32 ที่มีโทษจำคุก 10 ปี
การยื่นฟ้องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 44 ภายในกรอบเวลา 3 วัน โดยขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิม สั่งไต่สวนใหม่ และให้ กกต. พิจารณา สว. 138 คน แล้วส่งเรื่องกลับมาให้ศาลอีกครั้ง ทั้งนี้ ไม่หนักใจที่ กกต. เตรียมพร้อมรับการฟ้อง และมองว่าผู้บริหาร กกต. ต้องรับผิดชอบผลการตัดสิน ไม่ควรโยนความผิดให้อนุกรรมการ ส่วนกรณีที่หากศาลสั่งให้ สว. 26 รายหยุดปฏิบัติหน้าที่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า น้อมรับผลทุกประการ และหากกฎหมายกำหนดไม่ให้สละสิทธิ์ก็ยินดีรับตำแหน่งตามขั้นตอน
นอกจากนี้ กลุ่ม สว.สำรอง ได้อ่านแถลงการณ์เน้นย้ำว่า การพิจารณาตามมาตรา 62 ใช้เพียงเกณฑ์ "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความผิดถึงระดับคดีอาญา และต้องพิจารณาพฤติการณ์รวมถึงความเชื่อมโยงของเครือข่าย ไม่ใช่ดูแค่หลักฐานการจ่ายเงิน โดยยืนยันว่าการยื่นคำร้องไม่ได้ทำเพื่อช่วยใครหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบอย่างครบถ้วนเพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรม







