
รอยร้าว กกต.ปะทุ สิทธิโชติชนณรงค์หลังลงมติคดีฮั้วสว.
สิทธิโชติ เปิดเหตุผลคัดค้านมติคดีฮั้ว สว. โต้ปมพยานกลับคำ พร้อมเผยเสียง 4 ต่อ 3 ไม่ขยายผลเส้นทางเงิน และย้ำ กกต.ต้องส่งหลักฐานให้ศาลชี้ขาด
KEY
POINTS
- สิทธิโชติระบุว่า คำแถลงของประธาน กกต. ไม่แสดงสัดส่วนคะแนนและเหตุผลของเสียงข้างน้อยตามที่Advertorials ที่ประชุมหารือกัน
- ยืนยันต้องชั่งน้ำหนักพยานกลับคำร่วมกับโพย ผลคะแนน การประชุมเครือข่าย และหลักฐานแวดล้อมทั้งหมด
- เปิดมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับประเด็นเส้นทางเงินไว้สอบเพิ่ม ขณะที่สิทธิโชติเห็นว่าควรสาวถึงต้นทางและผู้สั่งการ
“รอยร้าว กกต.” ปะทุหลังปิดสำนวนคดีฮั้วสว.
รอยร้าวภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ปรากฏชัดหลังที่ประชุมลงมติสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งและอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ออกมาเปิดเผยเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อย พร้อมโต้แย้งคำชี้แจงของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. หลายประเด็น ตั้งแต่รูปแบบการแถลงมติ น้ำหนักของพยาน ไปจนถึงมติที่ไม่ขยายผลเส้นทางเงิน
ความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ผลลงมติ แต่ครอบคลุมถึงคำถามสำคัญว่า กกต.ควรตรวจสอบคดีเลือกตั้งลึกเพียงใด และควรเปิดเผยความเห็นที่แตกต่างต่อสาธารณะอย่างไร
ชนวนแรก: คำแถลงไม่สะท้อนความเห็นต่าง
นายสิทธิโชติระบุว่า ก่อนประธาน กกต. แถลงผล ที่ประชุมได้หารือร่วมกันว่าจะเปิดเผยคะแนนในแต่ละข้อกล่าวหา รวมถึงระบุว่าใครลงมติฝ่ายข้างมากหรือฝ่ายข้างน้อย เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงครบถ้วน
แต่คำแถลงต่อสาธารณะ กลับนำเสนอเฉพาะผลสรุปของเสียงข้างมาก โดยไม่ได้แจกแจงคะแนน รายชื่อกรรมการ หรือเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ส่งผลให้สังคมเข้าใจได้ว่ากรรมการทั้งหมดลงมติไปในทิศทางเดียวกัน
นายสิทธิโชติมองว่า วิธีแถลงดังกล่าวกระทบกรรมการเสียงข้างน้อยโดยตรง เพราะบุคคลภายนอกอาจนำมติไปใช้กล่าวหาหรือดำเนินคดีกับกรรมการทุกคน รวมถึงประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งที่แต่ละคนลงคะแนนและให้เหตุผลแตกต่างกัน
ข้อโต้แย้งนี้นำไปสู่การถกเถียงภายในที่ประชุมลับอย่างเข้มข้น ก่อนประธาน กกต. สั่งพักหรือปิดการประชุมและให้เจ้าหน้าที่ออกจากห้อง ตามคำบอกเล่าของนายสิทธิโชติ
ปมพยานกลับคำ ต้องดูหลักฐานทั้งชุด
อีกจุดที่เห็นต่างอย่างชัดเจนคือ น้ำหนักของพยานสำคัญ 3 ราย ซึ่งยื่นหนังสือขอกลับคำให้การ โดยอ้างว่าเคยถูกข่มขู่ พยานกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาที่พาดพิงนักการเมือง กรรมการบริหารพรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่า การกลับคำทำให้พยานขาดความน่าเชื่อถือ แต่สิทธิโชติแย้งว่า กกต.ไม่ควรพิจารณาเฉพาะถ้อยคำของพยานรายใดรายหนึ่ง แล้วตัดหลักฐานส่วนอื่นออกจากสำนวน
สิทธิโชติ เปรียบเทียบว่า การจับเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งเหมือนเห็นเพียงงวงหรือขาของช้าง ขณะที่ผู้วินิจฉัยต้องมอง “ช้างทั้งตัว” ซึ่งหมายถึงพฤติการณ์และหลักฐานทุกชิ้นที่เชื่อมต่อกัน
สิทธิโชติ ยกตัวอย่างหลักฐานที่เห็นว่าต้องนำมาชั่งน้ำหนักร่วมกัน ได้แก่ โพยลงคะแนน 12 ชุด ผลการเลือกผู้สมัครอันดับ 1–7 ซึ่งสอดคล้องกับรายชื่อในโพย และข้อมูลการประชุมเครือข่ายตามโรงแรมในหลายจังหวัด
จังหวัดที่ถูกกล่าวถึงประกอบด้วยนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย หลักฐานเหล่านี้สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่และผลที่ปรากฏหลังลงคะแนน ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำให้การของบุคคลเพียงอย่างเดียว
ตั้งคำถามข้ออ้างถูกข่มขู่
นายสิทธิโชติยังตั้ง ข้อสังเกตต่อเหตุผลที่พยานใช้อธิบายการกลับคำ โดยชี้ว่าพยานบางรายเป็นนักการเมืองหรือบุคคลที่มีเครือข่ายทางการเมือง จึงต้องตรวจสอบให้ชัดว่าใครข่มขู่ ข่มขู่อย่างไร และมีหลักฐานรองรับหรือไม่
นายสิทธิโชติ ยังเตือนว่า กกต.ชุดเดิมเคยมีมติให้กันพยานทั้ง 3 รายไว้เป็นพยานตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลเพื่อลดน้ำหนักพยานต่อสาธารณะ โดยยังไม่ตรวจสอบข้ออ้างทั้งหมด อาจกระทบความน่าเชื่อถือของกระบวนงานที่ กกต.เคยรับรองไว้เอง
เปิดมติ 4 ต่อ 3 ไม่สอบเส้นทางเงินเพิ่ม
ประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อสำนวนมากที่สุดคือเส้นทางการเงิน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 พบข้อมูลการโอนเงินหลักแสนบาทผ่านบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นตัวกลาง ก่อนเงินไปถึงผู้มีสิทธิเลือกในพื้นที่ภาคใต้
นายสิทธิโชติเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบต่อ เพื่อค้นหาว่าเงินเริ่มต้นจากบัญชีใด ใครเป็นผู้จัดหาเงิน และใครสั่งให้ตัวกลางนำเงินไปจ่าย
อย่างไรก็ตาม นายสิทธิโชติ เปิดเผยว่าที่ประชุม กกต. ลงมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับประเด็นนี้ไว้สอบเพิ่ม ส่งผลให้คณะไต่สวนไม่สามารถขยายผลไปยังแหล่งเงินต้นทางและบุคคลที่อยู่เหนือผู้จ่ายได้
จุดนี้ทำให้ความเห็นภายใน กกต.แยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ ส่วนอีกฝ่ายมองว่าเส้นทางเงินคือเบาะแสที่ต้องสอบให้สุดทางก่อนปิดสำนวน
ย้ำบทบาท กกต. ไม่ใช่ผู้พิพากษาคดี
นายสิทธิโชติยัง โต้แย้งวิธีชั่งน้ำหนักหลักฐานของประธาน กกต. โดยย้ำว่า กกต.ทำหน้าที่สืบสวน ไต่สวน และรวบรวมหลักฐาน ไม่ได้ทำหน้าที่แทนศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ตามความเห็นของนายสิทธิโชติ เมื่อพยานและหลักฐานทำให้มี “เหตุอันควรเชื่อได้ว่า” เกิดการกระทำผิด กกต.ควรส่งเรื่องให้ศาลตรวจสอบและตัดสิน ไม่ควรใช้มาตรฐานพิสูจน์ความผิดแบบคดีอาญามาตัดสำนวนตั้งแต่ชั้น กกต.
นายสิทธิโชติ จึงเตือนประธาน กกต. ซึ่งทำงานในสายตุลาการมานานว่า ต้องแยกบทบาทของกรรมการการเลือกตั้งออกจากบทบาทผู้พิพากษา เพราะอำนาจชี้ขาดและลงโทษในคดีนี้เป็นของศาล
เสียงข้างน้อยเสนอส่งศาล 138 คน
สำหรับกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา นายสิทธิโชติและนายชาย นครชัย ลงมติเป็นเสียงข้างน้อย 2 เสียง จากคะแนน 5 ต่อ 2 โดยเห็นว่าควรยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาผู้เกี่ยวข้องรวม 138 คน แบ่งเป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่ง 137 คน และผู้สมัครสำรอง 1 คน
ทั้งสองให้เหตุผลว่า พยานแวดล้อม โพยลงคะแนน ผลคะแนน และข้อมูลการจัดประชุมในพื้นที่เชื่อมโยงกันมากพอที่จะส่งให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริง
การออกมาเปิดเผยครั้งนี้ทำให้สังคมเห็นว่า มติคดีฮั้ว สว. ไม่ได้เกิดจากความเห็นตรงกันของกรรมการทั้งหมด แต่ผ่านการถกเถียงอย่างหนักทั้งเรื่องหลักฐาน มาตรฐานพิสูจน์ และขอบเขตอำนาจของ กกต.
จากนี้ จุดที่ต้องจับตาไม่ใช่เฉพาะคดีที่ กกต.ส่งถึงศาล แต่รวมถึงหลักฐานและรายชื่อที่ถูกตัดออกจากสำนวน ตลอดจนคำถามว่าเหตุใดเส้นทางเงินจึงไม่ได้รับการตรวจสอบต่อจนถึงต้นทาง.







